ประสบการณ์ชีวิต วิถีชีวิตที่เป็นสัจธรรม

จากผู้เขียน
-------ชีวิตฉันผ่านพ้นมา 82 ปีเต็มแล้ว หวนกลับไปทบทวนสู่อดีต ทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง ดังนั้นจึงตั้งใจที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ค้นหาความจริง อีกทั้งตัวเองขณะที่เขียนยังจำเป็นต้องค้นหาความจริงจากใจร่วมไปด้วย จึงควรถือได้ว่าเป็นประโยชน์ทั้งสองด้าน

-------ฉันหวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว ขณะนั้นทราบข่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดงานที่ระลึกให้อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากร ซึ่งอดีตเคยเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยดังกล่าว และมีผลงานเป็นที่ประทับใจคนจำนวนมาก

-------ช่วงนั้นอยู่มาวันหนึ่งมีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาขอพบปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ กับฉัน ฉันจึงเห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ความคิดของชนรุ่นหลังร่วมไปด้วย

-------นักศึกษากลุ่มนี้ได้เข้ามาหาพร้อมกับตั้งคำถามๆว่า การศึกษาประวัติชีวิตคน จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องเอาเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ?

-------ฉันตอบทันที่ว่าเขาคงถามคนที่เป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบอันเป็นที่น่าพอใจ จึงเข้ามาหาเพื่อต้องการคำตอบที่ชัดเจนมากกว่านั้น

ฉันนำคำถามดังกล่าวมาคิดวิเคราะห์ค้นหาเหตุผล จากใจที่พยายามทำให้เป็นกลางมากที่สุด และก็ได้คำตอบออกมาตอบเขาว่า ชีวิตทุกคนเป็นสัจธรรม ไม่ว่ายากดีมีจน อีกทั้งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือเป็นโจรผู้ร้าย ถ้ารู้จักค้นหาความจริงควรถือว่าเป็นความรู้ที่มีคุณค่าทั้งสิ้น

-------ดังนั้น ถ้าจะศึกษาชีวิตของผู้ที่สังคมยอมรับ น่าจะมีวัตถุประสงค์อย่างเดียว คือ นำเอาสิ่งที่ดีงามมาเป็นแบบอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่สังคมรังเกียจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรสนใจศึกษาหาความรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะเป็นคนเลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งเป็นผลเสียหายแก่ตัวเองมากกว่า

-------จากคำตอบดังกล่าวดูเหมือนว่าหลายคนที่เข้ามาพบแสดงความพอใจว่า เป็นความคิดที่มีความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐาน

-------อนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2539 มีทีมงานจากนิตยสาร “สารคดี” ได้เข้ามาหาโดยแจ้งว่า มีโครงการจะจัดพิมพ์หนังสือประวัติชีวิตบุคคลเพื่อเป็นแง่คิดที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาของชนรุ่นหลัง และคัดบุคคลไว้แล้วจำนวน 5 คน รวมทั้งฉันด้วย จึงขอให้ช่วยเขียนประวัติชีวิตเพื่อพิมพ์หนังสือขนาดย่อม โดยส่งหนังสือตัวอย่างประวัติชีวิตบุคคลผู้หนึ่งในแวดวงการศึกษามาให้พิจารณา

-------ฉันได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ประวัติชีวิตบุคคลไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือบุคคลมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งเป็นผู้ซึ่งบุคคลในสังคมรังเกียจ แม้กระทั่งเป็นโจรผู้ร้ายหรือโสเภณี ล้วนมีประโยชน์ในการศึกษาสัจธรรมเท่าเทียมกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนประวัติชีวิตนั้นหาใช่นำเอาเรื่องราวต่างๆ ในประวัติชีวิตประจำวันมาเล่าไว้ให้คนทราบ หากน่าจะมีบทวิจารณ์ในเชิงการศึกษา โดยที่ผู้วิจารณ์จำเป็นจะต้องมีความคิดอิสระและมีใจเป็นกลาง จึงมีผลอำนวยให้แก่ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจศึกษา

-------ยิ่งการเขียนประวัติชีวิตของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งยากลำบากมาก โดยเฉพาะผู้ที่รู้ว่า เรายังมีตัวตนและมีกิเลส การจะเล่าเรื่องต่างๆ ของชีวิตให้คนทั่วไปได้ศึกษา จำเป็นต้องพิจารณาตนเองอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีใจที่เป็นกลางสามารถชำระกิเลสและปลดความรู้สึก โลภ โมหะ โทสะ รวมทั้งความอยากมีหน้ามีตาและมีชื่อเสียงออกจากใจตนเองให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งที่ระบายออกมามีความใสสะอาด

-------แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าจะนำมาพิจารณาประกอบด้วย โดยมองกลับไปอีกด้านหนึ่งแล้วเห็นว่า มีผู้มาขอร้องรวมทั้งผู้มีความสนใจเข้ามาหาข้อมูลในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง แสดงว่า บุคคลเหล่านี้คงจะหวังว่า ฉันเป็นผู้ที่สามารถบอกความจริงแก่เขาได้ หาใช่เป็นเพราะว่าตัวเองอยากจะเขียนไม่ เมื่อหันไปมองอีกด้านหนึ่งเพื่อค้นหาความจริงทำให้หยั่งรู้ได้ว่าธรรมชาติของคนย่อมมีกิเลสไม่มากก็น้อย แม้ประวัติศาสตร์ก็หาใช่ความจริงที่เชื่อถือได้ 100% ไม่

-------ดังนั้นเมื่อได้รับการขอร้องอย่างกว้างขวาง อีกทั้งพบว่า หลายครั้งหลายหนได้มีสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งนิตยสาร วารสารและหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้ให้ความสนใจมาสัมภาษณ์ประสบการณ์ชีวิตอยู่เนืองๆ

-------ดังนั้น เมื่อได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงตกลงเขียนลงไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้จากใจของเขาทั้งหลายได้อย่างอิสระ ไม่ว่าใครจะขุดค้นเอามาได้มากน้อย แค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละคนเป็นสำคัญด้วย

| | | อ่านต่อ | | || | | ดาวน์โหลด | | |