ประวัติการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในขวด

หวนกลับไปนึกถึงช่วงปี พ.ศ.2470 ซึ่งขณะนั้นคนไทยหลายคนตื่นเต้นกับเรื่องการเพาะเมล็ดกล้วยไม้กันมาก เพราะต่างคนก็ต่างวาดฝันไว้ว่า กล้วยไม้ที่ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้นั้นใครเป็นคนเอาเมล็ดไปเพาะให้มันงอกได้ นี่แหละคือจิตวิญญาณคนไทยที่เห็นกล้วยไม้เป็นของเทวดา เพราะต่างคนต่างก็ไม่รู้ความจริง แล้วนำมาหวงความรู้กันเอง ฉันรู้สึกในช่วงนั้นว่า ถ้าใครเพาะเมล็ดกล้วยไม้ได้คงจะเป็นผู้วิเศษมาเกิด ขณะนั้นมีข้าราชการผู้หนึ่งซึ่งถูกส่งไปศึกษาต่อในสาขาวิชาโรคพืชในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ฟิลิปปินส์ หลังจากกลับมาได้ไม่นานก็แอบนำเอาเทคโนโลยีในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้มาใช้ในห้องปฏิบัติการโรคพืชของทางราชการ ซึ่งอยู่ในปีกด้านทิศตะวันออกขอตึกพืชพรรณ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการเพาะเชื้อราที่เป็นโรคพืชกับการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในขวดเพาะนั้น มันมีเทคนิคคล้ายคลึงกันมาก แต่เพราะเหตุว่า การแอบทำเนื่องจากกลัวคนอื่นจะรู้จะเห็น จนกระทั่งแอบมาปิดประตูห้องแลบทำในวันอาทิตย์ จนกระทั่งเปลวไฟจากตะเกียงแอลกอฮอมันแล๊บไปถูกสำลีซึ่งใช้ทำจุกขวด ทำเอาไฟไหม้ไปแทบทั้งห้อง มันลุกไหม้ไปทั่วทั้งห้องนั่นแหละความจึงแตก อย่างไรก็ตามเพราะ “หวง” จึงมี “การแหก” อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนรุ่นน้องของฉันซึ่งทำงานอยู่ในห้องฝาเดียวกันกับห้องแลบดังกล่าว เพราะรักฉันจึงปีนฝาห้องไปแอบดูว่า การเพาะกล้วยไม้ทำยังไงรามันถึงเข้าไปในขวดเพาะไม่ได้ หลังจากนั้นจึงเอามาบอกฉัน บัดนี้เพื่อนรุ่นน้องฉันคนนั้นเขาถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่มันก็ทำให้คนที่เพาะเมล็ดกล้วยไม้สำเร็จอยู่ในปัจจุบันได้ความรู้โดยผ่านบุคคลผู้นี้มาก่อน นี่แหละเธอที่รักทุกคน การเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในปัจจุบัน ขอให้นึกถึงคนที่เคยทำให้เธอไว้ในอดีต เพราะโดยปกติแล้วฉันเป็นคนสร้างคุณงามความดีไว้ให้กับทุกคน ดังนั้นไม่ว่าเขาจะรู้ว่าฉันต้องการอะไร คนพวกนี้มักทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนองตามความต้องการของฉัน จนกระทั่งความรู้มันผ่านไปยังมือของพวกเธอทั้งหลาย ทั้งนี้เนื่องจากว่า ภรรยาแลเห็นเงินที่มันอยู่แค่มือเอื้อม เนื่องจากถ้าทำสำเร็จก็คงเอาไปทำที่บ้านเพื่อขายเอาเงิน ในขณะที่สังคมกำลังตื่นตัวในเรื่องนี้ ภายในจิตใต้สำนึกของฉันนั้นคิดแต่เพียงว่า ถ้าเราทำสำเร็จก็คงจะนำออกเปิดเผยให้เพื่อนมนุษย์สามารถทำได้ ในช่วงนั้นถึงขนาดกลัวเชื้อราจะเข้าขวด กระทั่งเอาเมล็ดกล้วยไม้ซึ่งเป็นผงละเอียดไปใส่ในหลอดฉีดยาอันใหญ่ แล้วใช้สารละลายล้างเชื้อรา เพื่อฉีดเข้าไปในปากขวด รวมความแล้วคนที่คิดจะเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในสมัยนั้น ต่างก็กลัวเชื้อรากันนักกันหนา จนไม่อาจพูดอะไรออกมาได้สำเร็จ นอกจากนั้นต่อมาภายหลัง หลายคนรู้ว่าฉันสามารถเพาะเมล็ดกล้วยไม้ลงในขวด โดยเฉพาะเชื้อราไม่เข้าไปขึ้นแข่งกับเมล็ดกล้วยไม้ภายในขวด นอกจากนั้นยังรู้ว่า ตัวฉันเองเป็นคนมีนิสัยรู้อะไรก็นำไปบอกคนอื่นให้หมด ในช่วงนั้นฉันทำงานอยู่ในเกษตร แต่เวลากลางวันมักเดินทางกลับมากินข้าวที่บ้านเป็นประจำ มีนายทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งล้วนมียศเป็นพันเอกทั้งนั้น เดินทางไปดักฉันอยู่ที่บ้านเพื่อขอความรู้ ทำเอาฉันแทบไม่ได้กินข้าวกลางวัน แต่คนหนึ่งใน 4 – 5 คน ก็เอาความรู้ไปสร้างห้องแลบขึ้นในที่บ้าน บัดนี้บุคคลเหล่านี้ได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว มีอยู่คนหนึ่งหลังจากได้ความรู้ไปแล้วก็เอาไปตั้งห้องแลบทำมาหากินอยู่ในบ้านของตัวเอง และภรรยาเป็นคนนั่งเก็บเงินเก็บทอง ในสมัยนั้นมีคนรับจ้างเพาะเมล็ดกล้วยไม้อยู่รายเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะรายนี้แม้จะเพาะกล้วยไม้ภายในขวดได้งามมาก แต่คนก็มักบ่นกันว่ามันงามแต่ใบ ส่วนรากที่โคนต้นนั้นมันไม่มี หรืออาจกล่าวว่า “ใบงามแต่รากด้วน” ฉันนั่งดูบทบาทของคนที่เข้ามาหาแล้วนึกถึงบุคคลผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า กอร์ดอนดิลลัน บุคคลผู้นี้เป็นคนริเริ่มกิจกรรมการประชุมกล้วยไม้โลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1954 ที่เมืองเซ็นต์หลุย มลรัฐมิสซูรี เมื่อมีการประชุมกล้วยไม้ภูมิภาคตะวันตก ถูกนำมาจัดในกรุงลอนดอน เมื่อปี ค.ศ.1973 ครั้งนั้นตัวฉันเองก็ได้เข้าไปร่วมประชุมด้วย คุณกอร์ดอนดิลลันได้ปาฐกถาในหัวข้อว่า “มองดูกล้วยไม้ผ่านหน้าต่างบ้านของฉัน” นั่งฟังอยู่นานจึงจับได้ว่า สิ่งที่คุณกอร์ดอนดิลลันพูดนั้นไม่ใช่กล้วยไม้ แต่พูดถึงเล่ห์กลที่คนดำเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางของกล้วยไม้ เรื่องนี้จึงทำให้ฉันสนใจติดตามการปาฐกถาของคุณกอร์ดอนดิลลันเป็นต้นมา เพราะเธอไม่ได้พูดเรื่องกล้วยไม้แต่พูดถึงเล่ห์กลของมนุษย์ที่เดินอยู่รอบข้างแทบทุกวี่วัน ซึ่งเราต้องรู้เท่าทันคนเหล่านี้เป็นอย่างมาก หาใช่เอาแต่หลงอยู่กับกล้วยไม้จนไม่ลืมหูลืมตาดูคนรอบข้างให้สามารถรู้เท่าทันได้เอง ส่วนตัวฉันเองกลับคิดว่า ถ้าเราสามารถเพาะเชื้อเห็ดฟางได้ ก็ย่อมเพาะเมล็ดกล้วยไม้ได้ ทั้งนี้เพราะใช้เทคนิคอย่างเดียวกัน ฉันจึงเริ่มต้นค้นคว้าหาประสบการณ์เกี่ยวกับการเพาะเชื้อเห็ดฟางก่อนอย่างอื่น ครั้นเพาะเห็ดฟางสำเร็จ จึงหันมาเพาะเมล็ดกล้วยไม้ภายในขวดเพาะ เมื่อปี พ.ศ.2497 บังเอิญในปีนั้นกำลังจะใกล้เวลาการประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 2 ในมลรัฐฮาวาย ตัวฉันเองไม่มีเงินพอจะไปร่วมงาน แต่ฉันก็ใฝ่ฝันไว้ว่า “วันหนึ่งข้างหน้าถ้ามีเงินก็จะนำเมล็ดกล้วยไม้มาเพาะ แล้วกระจายไปให้ทั่วทั้งประเทศ บ้านนี้เมืองนี้คงจะสวยงามมาก” ฉันนั่งฝันคนเดียวอยู่หน้าบ้านก่อนที่การประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในฮาวาย เมื่อปี พ.ศ.2503 ในช่วงนั้นมีหนังสือวารสารกล้วยไม้จากมลรัฐฮาวายส่งเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งหนังสือเหล่านี้มันก็มีการโฆษณาเกี่ยวกับคนในวงการกล้วยไม้ของฮาวายแซกอยู่ในนั้นด้วย ฉันนึกแต่เพียงว่า ถ้าเราไม่มีเงินพอจะไปร่วมกิจกรรมได้ก็ขออย่าได้ดิ้นรนขวนขวายเพื่อไปร่วมงาน แต่ควรหวนกลับมาค้นหาความจริงภายในประเทศของเราเอง และลงมือทำให้ดีที่สุดเท่านั้นเป็นพอ ในช่วงนั้นตัวฉันเองไม่มีทรัพย์สินเงินทองอะไรมากมาย แม้แต่เงินจะออกไปซื้ออุปกรณ์ในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ ตัวเองก็ยังไม่มี คงเก็บของที่ตกหล่นอยู่บนพื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยนำมาคิดดัดแปลงอย่างเต็มที่ ชั้นแรกแม้แต่ขวดเพาะเมล็ดกล้วยไม้ ฉันก็ใช้ขวดน้ำมันตับปลาสก๊อตซึ่งถูกโยนทิ้งเอาไว้บนพื้นดิน เพื่อนำมาใช้ในการเพาะเมล็ดจนกระทั่งเป็นนิสัย ไม่ว่าของสิ่งใดที่ฉันจะดิ้นรนขวนขวายมาคิดทำในเรื่องสร้างสรรค์แล้ว ฉันก็ไม่คิดจะดูถูก แต่กลับนำมันมาทำให้ได้ แม้ขวดเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกโยนทิ้งเอาไว้บนพื้นดิน เป็นเพราะฉันไม่ดูถูกว่ามันเป็นของต่ำต้อย หรือมีความสกปรกมากแค่ไหน คงใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาดัดแปลงใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ในที่สุดความสำเร็จในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้นั้นมันสำเร็จได้ด้วยสิ่งของที่ตกหล่นอยู่บนพื้นดิน แล้วตัวฉันเองได้นำมาใช้ดัดแปลงเพื่องานสร้างสรรค์ได้แทบทุกเรื่อง อยู่มาวันหนึ่งฉันเดินทางไปสิงคโปร์แล้วไปพบความจริงว่า คนสิงคโปร์มักใช้วิธีเพาะฝักอ่อนของกล้วยไม้ แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสิงคโปร์ทำได้ ส่วนตัวฉันเองต้องกลับมาค้นหาความจริงให้จงได้เพราะต้องการทำให้ได้สำเร็จ แม้กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ฉันไปเดินอยู่ในตลาดนัดต้นไม้ที่ท้องสนามหลวง แล้วไปได้ต้นกล้วยไม้เข็มแสดต้นหนึ่งซึ่งชาวบ้านเก็บมาจากป่าใหม่ๆ บังเอิญมีฝักสีเขียวๆ ติดมาด้วย ฉันจึงนำเอาฝักกล้วยไม้นั้นมาทำการค้นคว้าเพื่อเพาะฝักอ่อนให้ได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาทำกันยังไง หรืออาจกล่าวว่า เหมือนตาบอดคลำช้าง แต่เพราะความเพียรพยายามนี่แหละ ฉันนำฝักอ่อนมาล้างในสารละลายแอลกอฮอล์ แล้วจุดไฟฆ่าเชื้อราที่มันติดมาด้วย หลังจากนั้นจึงนำเอาเข้าไปใส่ในตู้ปลอดเชื้อ แล้วเปิดฝักขูดเอารกซึ่งมีเมล็ดอ่อนติดอยู่ลงไปใส่ในขวด แม้แต่ตาตัวเองก็ยังมองไม่เห็นว่า เมล็ดกล้วยไม้อ่อนเหล่านั้นมันมีจริงหรือเปล่า คงเห็นได้แต่เพียงรกที่มันลงไปกองอยู่บนผิวหน้าของวุ้นอาหาร ฉันเฝ้าดูเช้าดูเย็นทุกวัน จนในที่สุดจึงมองเห็นปุ่มเล็กๆ สีเขียวใส มันบวมโตขึ้นมา ฉันเดาเอาว่า สิ่งนั้นคือเมล็ดอ่อนที่ฉันขูดใส่ขวดลงไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์มาแล้ว จนกระทั่งรกเหล่านั้นมันแตกเป็นต้นอ่อนต้นเล็กๆ ฉันรู้สึกดีใจจนกระทั่งแทบไม่เชื่อสายตาว่าเราทำได้ นี่แหละคือความเพียรพยายามของคนๆ หนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนก็ไม่เคยรู้ว่าเขาทำกันยังไง คงทำแบบเดาสุ่มไปเรื่อยๆ แล้วมันก็สำเร็จได้ทุกเรื่องเสียด้วย แทนที่ตัวฉันเองซึ่งชีวิตผ่านความยากลำบากมาแสนสาหัสจะรู้สึกหวงวิชาไว้ เพื่อเก็บเอาไว้ใช้หาเงินให้ตนร่ำรวยเพียงคนเดียว แต่บังเอิญตัวฉันมันก็อยู่ไม่สุข หลังจากรู้อะไรได้ไม่ว่าจะยากแสนยากแค่ไหน ก็มักนำออกมาเปิดเผยให้ชาวบ้านเขารู้ด้วย นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ชักศึกเข้าบ้าน” เพราะคนที่ค้าขายกล้วยไม้อยู่ในขณะนั้นเขาเกลียดขี้หน้าฉันมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ฉันถูกเขากล่าวร้ายให้อยู่ข้างหลังเสมอๆ แต่ยิ่งเขากล่าวร้ายให้ฉันมากเท่าไรมันก็ยิ่งทำให้ฉันมีชื่อเสียงโด่งดังมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เรื่องทำนองนี้มันมีมามากมายภายในอดีตเป็นประจำ ขณะนั้นคนค้าขายกล้วยไม้ซึ่งส่วนใหญ่สั่งกล้วยไม้ลูกผสมมาจากฮาวายเพื่อเอามาขายในเมืองไทย “เขาเกลียดขี้หน้าฉันอยู่ในที” แม้เพียงมองจากสายตาฉันก็รู้ว่าคนพวกนี้ไม่ชอบหน้าฉันเลย ยิ่งเป็นคนจำพวกพ่อค้าที่สั่งกล้วยไม้จากฮาวายมาขายในเมืองไทยด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าฉันเป็นศัตรูของพวกเขา จนกระทั่งเข้าหน้ากันไม่ติด แต่ฉันก็สามารถเดินอยู่ท่ามกลางสังคมได้อย่างสง่างามโดยไม่คำนึงว่าใครจะเกลียดขี้หน้ามากแค่ไหนก็ตาม นี่แหละในช่วงนั้นไม่ว่าหันไปทางไหนก็มักแลเห็นสายตาของคนอื่นที่มองฉันด้วยความประสงค์ร้ายอยู่เสมอ แม้กระทั่งการไปเดินอยู่ท่ามกลางตลาดค้าขายกล้วยไม้ภายในเมืองฉันก็ยังถูกมองด้วยหางตา ทำให้ฉันรู้ว่าคนอื่นเขาเกลียดขี้หน้าฉันมาก มีอยู่วันหนึ่งมีนักบวชชาวฮาวายเชื้อสายญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า นักบวชยามาด้า ซึ่งบุคคลผู้นี้ชอบค้นคว้าในสิ่งที่คนอื่นเขารังเกียจ เพื่อนำมาใช้ในการเร่งให้เจริญงอกงามในกล้วยไม้ คำว่า “นักบวช” นั้นภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Minister” ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่พ้องเสียงและรูปเดียวกันกับคำว่า “รัฐมนตรี” ซึ่งในวันนั้นนักบวชผู้นี้เดินทางมายังเมืองไทย ฉันรู้สึกดีใจมากพอได้ข่าวเรื่องนี้ เพราะนักบวชคนนี้มีความเชี่ยวชาญในการเพาะกล้วยไม้เก่งมากอย่างที่เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยเขานำเอาน้ำตาลภายในน้ำผลไม้มาดัดแปลงใช้ผสมลงไปในวุ้นเพาะกล้วยไม้ อย่างว่านั่นแหละ เมื่อต้องการความรู้จากเขาก็ต้องให้บริการจากเขาให้เต็มที่ ฉันอุตส่าห์ให้การต้อนรับขับสู้ถึงขนาดพาไปดูละครไทยในเวลากลางคืน นอกจากนั้นยังพาเข้าไปชมในพระบรมหาราชวังอีกด้วย ครั้นติดต่อเข้าไปยังสำนักพระราชวังแล้วบอกว่า “มี Minister คนหนึ่งจะเดินทางมาจากฮาวายและขออนุญาตเข้าไปชมในพระบรมหาราชวัง” ฝ่ายเจ้าหน้าที่ในขณะนั้นก็คิดว่า เจ้าหน้าที่รัฐมนตรีจะมา เลยทำการต้อนรับขับสู้กันอย่างโก้หรู ครั้นมาเข้าจริงๆ ปรากฏว่า นักบวชยามาด้าไม่ได้สวมเสื้อนอก ซึ่งตามกฎระเบียบของพระบรมหาราชวังนั้น คนที่จะเข้าไปชมต้องสวมเสื้อชั้นนอก เจ้าหน้าที่กรมวังจึงไปหาเสื้อชั้นนอกมาให้สวม บังเอิญเสื้อตัวนั้นมันเล็กกว่าขนาดหน้าอกของแขกที่มา ครั้นสวมเข้าไปแล้วจึงเดินอกแอ่นเหมือนนกที่กำลังเดินอยู่ในท้องนา เป็นอันว่าเหตุการณ์ผ่านพ้นไปได้ชั้นหนึ่ง นักบวชคนนี้แกไม่ได้สนใจที่จะดูอะไรทั้งนั้น คงคิดอยู่แต่เรื่องการเพาะเมล็ดกล้วยไม้อยู่อย่างเดียว ครั้นพาเข้าไปนั่งชมละคร แกก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาดูละคร คงนั่งก้มหน้าจดอะไรต่อมิอะไรลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา บังเอิญคืนนั้นมีการแสดงการฟันดาบ “การฟันดาบ” ขณะนั้นทำกันอย่างรุนแรงเหมือนของจริง จนกระทั่งดาบเล่มหนึ่งมันก็หลุดมือปลิวเข้ามาใส่นักบวชคนนั้น แต่โชคดีเพราะปลายดาบอันแหลมคมมันพุ่งมาชนฟันหน้าเข้าพอดี เลยทำให้ฟันหน้าบิ่นไปซี่หนึ่ง ถึงกระนั้นก็ “เล่นเอาพวกเราวิ่งพาแขกไปโรงพยาบาลกันอย่างโกลาหล” นี่แหละคือสูตรการเพาะกล้วยไม้ในสมัยนั้น ฉันมาทราบภายหลังว่า ถัดจากวันนั้นมาแล้วการแสดงฟันดาบบนเวทีถึงกับต้องใช้แหทอดปลานำมาคลุมหน้าเวทีเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ดาบมันหลุดมือแล้วบินมาสู่แขกผู้เข้าชม วันนี้คงพอแค่นี้ก่อน วันหน้าจะเอามาเล่าให้ฟังอีกว่า เรื่องฉันกับกล้วยไม้นั้นมันตื่นเต้นมากแค่ไหน กว่าที่พวกเธอจะขายกล้วยไม้กันได้ดังเช่นทุกวันนี้ 5 เมษายน 2555