การแข่งขันกับการพึ่งพาตนเอง

                เมื่อมีซ้ายก็ย่อมมีขวา
                เมื่อมีดำ ก็ย่อมมีขาว
                เมื่อมีทุกข์ ก็ย่อมมีสุข
                เมื่อมีการแข่งขัน ก็ย่อมมีการพึ่งพาตนเอง

                ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นของคู่กัน ถ้าเราไม่มองจากรากฐานจิตใจที่ยึดติด แต่มองให้ถึงวิถีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นวัฎจักร ทั้งนี้ย่อเกิดจากรากฐานจิตใจที่อิสระและมีการนำไปปฏิบัติจากความจริงที่อยู่ในใจตนเอง นี่คือวิถีทางของการเรียนรู้ ซึ่งเกิดจากรากฐานจิตใจของมนุษย์ทุกคน
                แม่แต่ภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “จงลำบากไปก่อน แล้วจะสบายเมื่อปลายมือ”
                คำว่าสบายนั้น ย่อมมี 2 ด้าน เช่นกัน หากรากฐานจิตใจมีอิสระถึงระดับหนึ่งย่อมเข้าใจได้ว่า ความสบายตามความหมายของภาษิตบทนี้หาใช่การเสวยสุขเพราะมีเงินมีทองมากมาย รวมทั้งมีนางบำเรอ คอย ปรนเปรอตัวเองไม่ เพราะประเด็นนี้ ความจริงแล้วมันก็ให้เกิดความทุกข์เนื่องจากมีกิเลสที่เหม็นเน่าไปทั่ว ทั้งจักรวาล
                ความสบายตามความหมายดังกล่าว ควรหมายถึง ความสบายใจเพราะไร้ความทุกข์ ซึ่งจุดนี้จะเกิดจากอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการสร้างบุญกุศลซึ่งหมายถึงคุณงามความดี ฝากไว้ให้เกิดแรงศรัทธาจากคนในสังคมเป็นสำคัญที่สุด
                กีฬาไม่ใช่ยาวิเศษด้านเดียว แต่กีฬาหมายถึงยาเสพติดก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากการชิงดีชิงเด่นเป็นสิ่งทำลายความซื่อสัตย์สุจริต ของมนุษย์ หากแต่ละคนตกอยู่ในความประมาท
                ในอดีตฉันเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “การกีฬา คือการออกกำลังกาย จริงหรือ”
                ทั้งนี้เพราะมีผู้คน จำนวนไม่น้อยมักมาถามฉันว่า “ท่านอาจารย์ออกกำลังกายหรือเปล่าครับ?” บางครั้งก็ทำให้ฉันสงสัยว่า บุคคลผู้ถามนั้น อาจหมายความถึง การออกไปเล่นกีฬา ดังเช่น ตีกอล์ฟ ซึ่งแท้จริงแล้วก็อาจแฝงเอาไว้ด้วยผลประโยชน์ทางสังคมบ้าง ทางการเมืองบ้าง หรือการพนันบ้าง
                ปกติแล้ว ถ้าเรามีจิตใต้สำนึกที่รำลึกถึงพระคุณของสังคม ซึ่งสร้างประโยชน์สุขให้ชีวิตเราอยู่ได้ ถ้ามีสติทำให้หวนกลับมาสำรวจดูสิ่งต่างๆที่อยู่กับตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่มห่ม หรือยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้เราได้รับมาจากสังคมแทบทั้งสิ้น
                ดังนั้นภายในจิตใต้สำนึกของคน ก็ควรจะนึกบุญคุณ เมื่อตัวเราเองยังมีกำลังที่แข็งแรงพอสมควร เราก็ควรทำงานเพื่อคืนหนี้สินของตัวเองให้กับสังคม ซึ่งหมายถึงแผ่นดินถิ่นเกิด

                ดังนั้นเมื่อถูกถามว่า ออกกำลังกายหรือเปล่า ฉันมักตอบว่า ออกอยู่ทุกขณะ เว้นแต่คุณจะมองด้วยปัญญาหรือเปล่า อย่างเช่น การปลูกผักก็ออกกำลังกาย การไปช่วยชาวบ้านทำงานในนาในไร่ ก็ออกกำลังกาย หรือแม้แต่อยู่ในบ้าน ซึ่งเราไม่มีนิสัยเกลียดคร้าน ช่วยให้ไม่อยู่นิ่งเฉย ก็ออกกำลังกายที่ผสมผสานไปกับวิถีการดำเนินชีวิต เช่นนี้เป็นต้น
                จากเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นมาในอดีต มีอยู่ช่วงหนึ่งในขณะที่มีการแข่งขันซีเกมส์ ได้เกิดเหตุการณ์นักกีฬา ยกพวกทำร้ายกันและกัน นั่นแหละมันเตือนให้ฉันมองเห็นสัจธรรมได้ชัดเจน เพราะสามารถแยกแยะการกีฬา กับการออกกำลังกายออกไปไว้คนละด้าน ของเงื่อนไข
ความจริงแล้ว การทำงานที่สร้างสรรค์สังคมนั้น ควรถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่บริสุทธิ์ใจมากกว่าอย่างอื่น แถมยังช่วยสร้างจิตใต้สำนึก ให้รำลึกถึงคุณของสังคมอีกด้วย
                ที่กล่าวมาทั้งหมด ฉันต้องขออภัยที่ไม่ได้มีเจตนาจะว่าร้ายแก่คนที่ใช้ชีวิต โดยเอาการกีฬาเป็นพื้นฐาน แต่ใคร่จะขออนุญาตฝากประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งให้นำไปคิด นั่นก็คือ การเล่นกีฬานั้นขอให้พึ่งสังวรณ์ไว้ว่า จงใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งควรจะมีอยู่ในจิตใต้สำนึกของทุกคนมากกว่าการปล่อยไปตามอำเภอใจ
                สรุปแล้ว การทำอะไรก็ตามที่มองจากภายนอกด้วยความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์สังคม ทุกคนควรถือคุณสมบัติที่อยู่ในใจตนเองเป็นที่ตั้ง ให้ยั่งยืนตลอดไป น่าจะดีกว่าสิ่งอื่นทั้งหมด

ระพี สาคริก
18 มิถุนายน 2555