คนลืมตัวคือวัวลืมตีน
ก่อนอื่น ฉันต้องกราบเท้าขออภัยหากเธอคิดว่าชื่อเรื่องที่ปรากฏอยู่ด้านบนนั้น มันเป็นคำไม่สุภาพ แต่ถ้าเธอไม่ใช่คนลืมตัวก็คงไม่ลืมภาษิตโบราณที่สอนลูกหลานเอาไว้ในอดีต ทั้งนี้ก็เพื่อใช้เตือนสติไม่ให้เธอทำเสียหายซึ่งมีผลกระทบทำให้บ้านเมืองของเราขาดความมั่นคงในอนาคต
เหตุการณ์นองเลือดบนผืนแผ่นดินไทยซึ่งเพิ่งผ่านพ้นมาสดๆ ร้อนๆ เธอที่รักทุกคน ฉันขออนุญาตถามจริงๆ เถอะว่า เธอลืมมันไปหมดแล้วหรือเปล่า?
ฉันเชื่อว่า “คนไทยทุกคนที่มีวิญญาณความเป็นไทแก่ตนเอง ย่อมมีความรักความหวงแหนแผ่นดินถิ่นเกิดอย่างสุดชีวิต” ทั้งนี้เพราะเป็นพื้นฐานความมั่นคงของชาติบ้านเมืองรวมทั้งชีวิตตนเองโดยแท้ ไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหน แม้แต่นับถือศาสนาไหน รวมทั้งมีปริญญาสูงต่ำแค่ไหนด้วย
ฉันเคยกล่าวย้ำแล้วย้ำอีกว่า ตนไม่ยึดติดอยู่กับสีอะไรทั้งนั้น คงมีแต่รากฐานจิตใจที่ไร้สีในระดับหนึ่งแล้ว จึงสามารถหยั่งรู้ความจริงได้ทุกเรื่อง
หลักธรรมได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า “การเรียนรู้ธรรมะก็ต้องกล้านำปฏิบัติ การแก้ปัญหาก็ต้องกล้าเดินทวนกระแส” ทั้งนี้เพื่อสร้างรากฐานจิตใจตนเองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
เหตุการณ์ครั้งที่แล้ว ถ้าฉันจะบอกความจริงจากใจตนเองให้เธอรู้ว่า บุคคลใดที่ขาดจิตวิญญาณการปฏิบัติโดยมุ่งทิศทางการทำงานลงสู่พื้นดินอย่างลึกซึ้ง บุคคลลักษณะนี้ก็คือคนที่คิดทำลายชาติบ้านเมือง แม้จะกระทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม หากขาดจิตใต้สำนึก แม้จะมีครูบาอาจารย์ตักเตือนรวมทั้งการนำปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีมาในอดีตอย่างชัดเจนมาตลอด ก็ควรถูกสังคมประณามว่าเป็นคนทรยศต่อผู้มีพระคุณรวมทั้งแผ่นดินถิ่นเกิด แม้จะกระทำไปเพราะความไม่รู้
จากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วจนกระทั่งทำให้คนไทยต้องยกพวกฆ่ากันเองนั้น บุคคลใดหยั่งรู้ธรรมะก็ย่อมรู้ได้ว่า “ถ้าไม่มีเหตุที่สืบเนื่องมาจากอดีต ก็ย่อมไม่มีผลที่ปรากฏให้สัมผัสได้ในปัจจุบัน” นี่แหละ หากคิดไปคิดมาก็มาลงตรงภาษิตโบราณบทหนึ่งซึ่งลิขิตไว้นานแล้วว่า “คนลืมตัวก็คือวัวลืมตีน”
จากเหตุการณ์ครั้งที่แล้วได้ทำให้ฉันซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งเกิดจิตใต้สำนึกที่รำลึกถึงหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ จึงลุกขึ้นมาคิดแก้ไขปัญหา เพราะมีจิตวิญญาณที่ตื่นอยู่เสมอโดยไม่อ้างว่า “เป็นคนเดียวคงทำไม่ได้” หากควรตระหนักว่าทำอย่างดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาตนเองจะมีอยู่ แม้อายุย่างเข้า 89 ปีแล้วก็ตาม
เรื่องนี้มีหลักธรรมอยู่บทหนึ่งซึ่งชี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ไหน ก็ควรหวนกลับไปคิดแก้ไขยังด้านตรงกันข้าม” ดังจะเห็นได้จาก “ตาชั่ง” ตรากระทรวงยุติธรรม
ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ประชาชนคนระดับล่างก็ควรหวนกลับมาพิจารณาแก้ไขที่คนระดับบน โดยเฉพาะข้าราชการซึ่งได้รับเงินค่าจ้างมาจากภาษีราษฎร์ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีให้ดีที่สุด หากขึ้นไปนั่งอยู่ในห้องประชุมและเสพความสุขบนพื้นฐานวัตถุจนกระทั่งลงไม่ได้ แถมยังแช่งชิงตำแหน่งและอำนาจกันอย่างอุตลุด
ฉันบอกแล้วว่า ถ้ามีรูที่ไหนหากไม่กล้าเอานิ้วแหย่ลงไปก็ย่อมไม่รู้ว่าภายในรูนั้นมันมีอะไร แม้กระทั่งมีปูอยู่ในนั้น ถ้าเราไม่กล้าที่จะทนต่อความเจ็บปวดเพราะถูกปูหนีบ ไฉนเลยจะรู้ว่ามันมีปูอยู่ในนั้นจริงหรือเปล่า คนแต่ก่อนเขากล้ายอมสละชีวิตให้เรามีแผ่นดินอยู่กันอย่างเสรี เหตุไฉนความเจ็บปวดแค่นี้ ถ้าเราทนไม่ไหวก็ไม่ควรได้รับการรำลึกถึงคุณความงามความดีจากชนรุ่นลูกรุ่นหลาน แถมยังไปหลงโทษว่าชนรุ่นหลังขาดจิตใต้สำนึก โดยไม่ได้หวนกลับมาดูที่ตัวเองเช่นนี้เป็นต้น
เหตุการณ์ครั้งที่แล้ว ได้ทำให้ฉันหวนกลับไปนึกถึงอีกด้านหนึ่งอันหมายถึงกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจในระดับบน โดยเฉพาะการอบรมครั้งนี้ฉันได้เสนอเป็นอันดับแรกไว้ว่า เราควรเอาข้าราชการผู้บริหารในระดับบนมาอบรมคุณธรรมและจริยธรรมก่อนอื่น
ในชั้นแรกก็ได้รับการยอมรับ แต่ครั้นรู้ว่าจะเอาคนระดับบนมาลงมือปฏิบัติก่อน ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นศิษย์ฉันมาก่อน แต่กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่างบประมาณจำกัด อีกทั้งยังต้องกระทำให้เสร็จโดยด่วน
อนึ่ง ฉันได้บอกแล้วว่า ถ้าทำจากพื้นฐานความคิดที่ฉันเคยนำปฏิบัติมาแล้ว ถ้าเธอไม่ใช่เป็นคนลืมง่ายก็ควรจำได้ว่าตัวฉันเองใช้เงินงบประมาณน้อยที่สุด หรือบางเรื่องอาจไม่ต้องใช้เลยก็ได้
ถ้าคนเหล่านี้มีจิตใต้สำนึกที่ยังจำได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่ฉันยังไม่เคยขอเงินงบประมาณจากรัฐ แม้แต่จากใครก็ตาม หากเป็นเพราะตัวฉันเองหยิ่งในศักดิ์ศรีความเป็นคนจึงอยู่อย่างเรียบง่าย
ยิ่งลงไปทำงานกับชาวบ้านด้วยแล้ว จากชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรเขาอยากให้ฉันไปพักค้างคืนที่บ้านของเขา เพราะฉันไปค้างแล้วทำให้เขามีความสุข แม้แต่เรื่องนี้ฉันก็บอกแล้วว่า “จะลงมือเอง”
หากอ้างว่าต้องใช้งบประมาณ ย่อมแสดงให้รู้ว่าเขาคงวางแผนเอาฉันไปพักยังโรงแรมหรูๆ แล้วจะได้อะไรที่มันเป็นความรู้ความเข้าใจอันดีจากชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เป็นต้น
นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่มันสั่งสมมาจากอดีตจนกระทั่งทำให้การพัฒนาชนบทจำต้องล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ขณะนี้ตัวฉันเองมีอายุ 88 ปีกว่าแล้ว แต่ก็ยังทำงานโดยได้ใช้ชีวิตอยู่กับชาวนาชาวไร่ในชนบท อีกทั้งยังจำได้ดีว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น เมืองกรุงเทพฯมีร้านค้าแผงลอยข้างถนนน้อยที่สุด อาชญากรรมก็แทบจะไม่มี สภาพแวดล้อมก็ยังไม่มีปัญหาหนักเช่นทุกวันนี้
หลังจากได้อ่านตรงนี้แล้ว “โปรดอย่าอ้างนะว่าเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปมากจนกระทั่งแก้ไขอะไรไม่ได้” นั่นคือข้ออ้างที่เรียกกันว่า “ปัดสวะ” มันเป็นคำแก้ตัวที่เกิดจากนิสัยไม่ดี เพราะเธอเกียจคร้านจึงไม่อยากทำ
ฉันได้บอกแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วมันสั่งสมมาเป็นเวลาช้านาน ฉันนึกถึงหนังสือเล่มบางๆ เล่มหนึ่งซึ่งท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ท่านเจ้าคุณธรรมปิฏก) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่มีผู้คนยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ท่านได้ส่งหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า “คนไทยสร้างกรรมเอาไว้มาก”มาให้ฉัน เนื้อหาสาระสอดคล้องกันกับสิ่งที่ฉันได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด
แม้แต่กลุ่มบุคคลในอำนาจรัฐที่คิดจะสร้างรากฐานจิตใจให้คนไทยเข้มแข็ง แต่เปล่าเลย หลังจากล้วงเข้าไปดูข้างในจึงรู้ว่านั่นคือการซ้ำเติม ทั้งนี้เพราะเหตุว่าคนกลุ่มดังกล่าวกำลังมองหาสิ่งที่เข้มแข็งอยู่แล้วและจะเอาเงินไปให้ หากคิดเฉลียวใจสักนิดว่า โบราณได้กล่าวไว้ว่า “เงินเข้าที่ไหนความสามัคคีย่อมแตกที่นั้น”
ถ้าหวนกลับไปพิจารณาให้ถึงจุดเริ่มต้นของบทความเรื่องนี้ควรจะรู้ได้ว่า มีปรัชญาบทหนึ่งซึ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ย่อมไม่กระดิก” หลังจากมีการส่งคนมาหาฉันคล้ายกับว่าจะสนใจรับการฝึกอบรม แต่ครั้นฉันบอกว่า“การอบรมควรจะเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับกรมซึ่งได้แก่ พวกอธิบดีลงไปก่อน” แทนที่จะเอาฉันไปอบรมเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ซึ่งอยู่ตรงปลาย
เธอรู้ไหมว่าอะไรมันเกิดขึ้น ผลที่ปรากฏทำให้คนข้างบนแก้ตัวอย่างอุตลุดว่างบประมาณมีจำกัด แถมยังใกล้จะหมดปีงบประมาณด้วย
เขาเหล่านี้คิดกันแต่เรื่องเงินทองด้านเดียว สมัยที่ฉันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนใหญ่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีและรองอธิบดีเคยใช้ชีวิตร่วมกับฉันมาแล้ว ในฐานะครูกับศิษย์นำออกสู่ชนบทไปร่วมทำงานและร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่กับชาวบ้านยิ่งในภาคอีสานด้วยแล้ว
ฉันยังจำได้ว่า หลายคนไปยืนร้องร่มร้องไห้เพราะสงสารชาวบ้านตาดำๆ แต่ครั้นมาถึงช่วงนี้เปลี่ยนไปได้ยังไงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เสมือนกับว่าความเป็นครูเป็นศิษย์นั้นมันไม่มีความหมายอะไรเลย เห็นจะต้องแก้ไขภายในระบบการจัดการศึกษาซึ่งปัจจุบันมักมีน้อยคนนักที่จะหวนกลับมานึกถึง
ก็เช่นเดียวกันอีกนั่นแหละ คนที่ขึ้นไปมีอำนาจแล้วเสพความสุขอยู่ด้านบนก็ยังลงข้างล่างไม่เป็น คงให้แต่บรรดาชาวบ้านตาดำๆ ยืนรอรับจิตวิญญาณความเมตตากรุณาเหมือนสายฝนที่มันเหือดแห้งไปจนกระทั่งต้นข้าวแทบจะหาความหวังอะไรไม่ได้
อนึ่ง การจัดการศึกษาที่ให้ความรู้ยังไม่พอ แต่ควรมีความเฉลียวใจร่วมด้วย ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งทำให้ฉันต้องนำมาเขียนในครั้งนี้ ถ้าฉันจะบอกว่าน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลแฝงอยู่ด้านในก็คงไม่น่าจะผิด
12 กันยายน 2553