คืนสู่ธรรมชาติซิเธอที่รัก

เธอเพื่อนรักของฉัน ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เรามนุษย์ทุกคนได้รับบทเรียนจากครูผู้สอนให้เรามีสติสัมปชัญญะ เพราะในอดีตเราได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างจากธรรมชาติเกินตัวไปมาก และในที่สุดมันก็เกิดสภาวะที่หวนกลับมาทวงหนี้จากตัวเราเอง ทั้งนี้เพราะภายในรากฐานจิตใจขาดสมดุล อันหมายถึงความรู้สึกภายในจิตใต้สำนึก

ดังจะเห็นได้ว่า ไหนจะเตาปรมาณูระเบิดที่ญี่ปุ่น ไหนจะแผ่นดินไหวที่พม่า รวมทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กรุงเทพฯ และคงมีวิกฤตอื่นๆ ติดตามมาอีก

นี่แหละที่เขาเรียกว่า “มนุษย์หนอมนุษย์ซึ่งธรรมชาติได้กำหนดมาให้เอาไว้ใช้เป็นเครื่องมือกำหนดวิถีการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งอย่างเป็นวัฏจักร ไม่เช่นนั้นแล้วชีวิตบนโลกใบนี้ที่เกิดมาก็คงไม่มีการดับ แม้แต่ดาวนพเคราะห์ดวงอื่นซึ่งปรากฏอยู่ในสากลจักรวาล หลายดวงก็เคยมีชีวิตมาก่อน”

ความจริงแล้วทุกชีวิตที่เกิดมาสู่โลกใบนี้ ล้วนเกิดมาจากจุลินทรีย์เล็กๆ ขนาดผงทุลีแต่ธรรมชาติก็ได้ให้ความเป็นธรรมโดยแบ่งออกเป็นสองสาย

สายหนึ่งได้แก่ สัตว์รวมทั้งมนุษย์ ซึ่งมีจิตวิญญาณอยู่ในรากฐาน อีกทั้งยังมีการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ

ส่วนอีกสายหนึ่งนั้นได้แก่ พืช อันหมายถึง ชีวิต ที่ไร้วิญญาณอีกทั้งยังเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่เคลื่อนไหวไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งด้านนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารและยารักษาโรคของสัตว์ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นวัฏจักร

ทุกชีวิตที่ปรากฏเปลี่ยนแปลงอยู่บนโลกใบนี้ ย่อมอาศัยใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความจริงอยู่ในชีวิตประจำวัน ถ้ามนุษย์ไม่สามารถลดละกิเลสภายในรากฐานจิตใจตนเองให้มันลดน้อยลงได้ ก็เท่ากับการกำหนดพฤติกรรมทำลายล้างตัวเอง อันหมายถึง ความอกตัญญูต่อโลกใบนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมหลุดมือไปจากความรักที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของตัวเอง

เธอที่รักของฉัน แผ่นดินที่เราคนไทยอาศัยใช้ในการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ แท้จริงแล้วในอดีตก็เคยเป็นทะเลมาก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่ถูกขนานนามว่า “แหลมทองของไทย”

แหลม หมายถึงแผ่นดินที่งอกยื่นลงมาสู่ตอนใต้ของท้องทะเลหลวง โดยเฉพาะแผ่นดินผืนนี้ยื่นลงไปสู่ตอนใต้ของประเทศจีน เพราะถูกกระแสน้ำชำระล้างเอาหน้าดินซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ซากพืช ซากสัตว์ รวมทั้งซากศพมนุษย์ ผสมกันกับเศษหินผุๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีจุลินทรีย์ที่ช่วยสลายตัวเพื่อใช้ทำการเกษตร เปิดโอกาสให้คนเชื้อสายจีนอพยพตามลงมาตั้งรกรากถิ่นฐาน จึงได้ชื่อว่า “แหลมทองของไทย”

มนุษย์ย่อมมีจิตวิญญาณความรักแผ่นดินถิ่นเกิดและมีความเป็นไทแก่ตนเองอยู่ในธรรมชาติของจิตวิญญาณ ดังนั้นรากฐานจิตใจที่อิสระอันหมายถึง ประชาธิปไตยในชุมชนมนุษย์มันก็มีอยู่แล้วอย่างเป็นธรรมชาติ จึงนับได้ว่าเป็นจารีตประเพณีทางวัฒนธรรม

มาถึงบัดนี้ ถ้าหวนกลับไปนึกถึงอดีตอันยาวนาน ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์มีของดีอยู่ในธรรมชาติ แต่มีกิเลสจึงคิดทำลายล้างสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณตัวเองมาตลอดเพราะหลงเชื่ออยู่กับสิ่งที่ปรากฏเห็นได้แต่ภายนอกซึ่งเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น

บัดนี้ ฉันมีอายุ 90ปีแล้ว หวนกลับไปนึกถึงเมื่อตัวเองมีอายุได้เพียง 4ขวบ ฉันได้เห็นความจริงว่า บริเวณโดยรอบเมืองกรุงเทพฯ นั้น มีการทำเกษตรอินทรีย์และมีโครงสร้างผสมผสานกันมาเป็นพื้นฐานอย่างสำคัญ

แต่เป็นเพราะความหลงตนลืมตัวของคนไทยที่อยู่กันอย่างสะดวกสบายเพราะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์นี่แหละ จึงทำให้ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งซึ่งอยู่ใกล้ตน

แม้แต่ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรก็ยังส่งคนไปเรียนจากเมืองฝรั่ง อีกทั้งยังดูถูกของเล็กว่าเป็นเรื่องไร้ความหมาย ทั้งๆ ที่แผ่นดินผืนนี้มันก็มีพื้นฐานมาจากผงดินผงทรายที่ละเอียดมารวมตัวกันเป็นแผ่นอย่างแน่นหนา ให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ แสดงว่าสติสัมปชัญญะของคนท้องถิ่นมันเริ่มหายไปนานพอสมควร

เมื่อฉันมีอายุได้ไม่ถึง 20 ปี ฉันนั่งอยู่ริมลำน้ำปิงซึ่งไหลมาจากต้นน้ำลำธารที่เคยมีป่าไม้คุ้มครองรักษา

ถัดจากนั้นมาหูฉันก็ได้ยินเสียงคนมาร่วมประชุมพิจารณาเรื่องการสูญเสียต้นน้ำลำธารอันควรรักษาไว้เพื่อชีวิตคนไทยซึ่งอยู่ด้านล่าง อันหมายถึงเกษตรกรชาวบ้านให้อยู่ได้อย่างมั่นคง

เมื่อพูดถึงต้นน้ำลำธารก็ควรรำลึกถึงพระคุณของป่าไม้ที่ซึมซับเอาน้ำไว้ค่อยๆ ปล่อยให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังไม่ไหลลงมาทำลายล้างชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ซึ่งอยู่ตอนล่างให้ได้รับผลเสียหายอย่างรุนแรง

แต่มนุษย์ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นก็เพียงพูดด้วยปาก ส่วนในทางปฏิบัติมันก็เหมือนกับ “ปากว่าตาขยิบ”

อนึ่ง แม้แต่การพัฒนาชนบทเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้ว กลุ่มบุคคลที่ขึ้นไปอยู่ด้านบนเพื่อครองอำนาจ ครั้นเสพความสบายเข้าไปแล้วก็ลงมาสู่ด้านล่างเพื่อทำงานอย่างเห็นใจชาวบ้านที่เป็นชาวนาชาวไร่ได้ยาก คงปล่อยให้คนในชุมชนดังกล่าวไหลเข้าเมืองมาประกอบอาชีพร้านค้าแผงลอยอยู่ข้างถนน รวมทั้งก่อกรรมทำเข็ญ แม้แต่การที่จราจรติดขัดมันก็มาจากสาเหตุดังกล่าว

ในอดีตฉันได้เห็นพระคุณของน้ำที่มนุษย์ซึ่งอยู่ตอนล่างได้ใช้ประโยชน์ จนกระทั่งปล่อยซุงให้ลอยลงมาเพื่อใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ดังเช่น การดักเก็บซุงที่ปากน้ำโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์เป็นด่านแรก ส่วนด่านที่สองนั้นมีการดักเก็บซุงตรงสะพานข้ามแม่น้ำที่ถนนงามวงศ์วาน

เพราะมนุษย์โลภมาก ได้เท่านี้ก็จะเอาเท่านั้น ได้เท่านั้นก็จะเอาเท่าโน้นโดยไม่รู้จักพอเพียง เพราะฉะนั้นกระแสน้ำจึงไหลลงมาท่วมหัวมนุษย์เองกระทั่งได้รับความเดือดร้อนหนักมากยิ่งขึ้น

หวนกลับไปนึกถึงช่วงซึ่งตัวฉันเองมีอายุได้เพียง 12 ขวบ ในช่วงนั้นในลำแม่น้ำเจ้าพระยาเรายังได้ใช้เป็นที่สัญจรไปมาของเรือเมล์สองชั้น ที่เราเรียกกันว่า “เรือเขียวเรือแดง”

คืนวันนั้นพระจันทร์เดือนเพ็ญ ฉันนั่งอยู่ชั้นบนของเรือเขียวแล่นอยู่กลางทุ่งมหาราช ฉันมองไปทางทิศตะวันตก สายตาได้แลเห็นนาข้าวอันกว้างใหญ่ ซึ่งใครจะรู้ได้ว่านาข้าวผืนนั้นมันลึกร่วม 4เมตร อย่างที่เรียกกันว่า “การปลูกข้าวขึ้นน้ำ”

ทุกปีเมื่อน้ำหลาก เราจะได้พบชาวนาพายเรือเกี่ยวข้าวกันอย่างมีความสุข มาถึงบัดนี้ซึ่งเคยเป็นวัฒนธรรมทุกสิ่งทุกอย่างมันแทบจะสูญสิ้นไปหมด เพราะกิเลสมนุษย์นี่แหละ

ดังนั้นอย่างหวังเลยว่าในอนาคตเราจะไม่พบกับความหายนะของชีวิตตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่น้ำท่วมเท่านั้น แต่ผู้คนซึ่งจิตวิญญาณไม่ได้เกิดบนแผ่นดินผืนนี้ มันกำลังเข้ามาท่วมแผ่นดินไทยยิ่งกว่าน้ำเสียอีก “แล้วมันจะมีอะไรเหลือ” แม้แต่เชื้อสายของคนชาติไทย ถ้าไม่ใช่การสูญเสียของจิตวิญญาณอันควรฝังรากลงลึกอยู่บนแผ่นดินผืนนี้

หวนกลับไปนึกถึงช่วงซึ่งฉันมีอายุไม่ถึง 30 ปี ไม่ว่าเดินทางไปที่ไหนในโลกมักได้ยินเสียงคนไทยคุยโวว่า อยู่ที่ไหนก็สู้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ เพราะมีทุกสิ่งทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ครบถ้วน นี่คือลักษณะของคนลืมตัว หากเธอไม่เชื่อก็ลองกลับทิศทางความรู้สึกดูก็แล้วกัน

หลักธรรมก็คือ ภาพรวมของปฏิกิริยาตาชั่ง เมื่อด้านหนึ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งก็ย่อมลง ดังนั้นถ้าเรามีความอุดมสมบูรณ์ก็ควรรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตน แทนที่จะคุยโวให้คนอื่นเขารู้สึกว่า เราเป็นคนอยู่อย่างประมาทซึ่งควรถือว่าเป็นจุดอ่อนของมนุษย์ในสังคม

 

ระพี สาคริก

4 มกราคม 2555

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *