จากรอยเท้าถึงรอยใจคน

บัดนี้ฉันอายุกำลังจะเข้า 90 ปีแล้ว ปกติตัวฉันเองมักนึกถึงความเป็นมาของชีวิตในอดีตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ถ้าค้นหาความจริงของการดำเนินชีวิตอยู่เสมอโดยไม่ประมาท ย่อมอ่านความในใจได้ว่า ตัวฉันเองมีอุปกรณ์อย่างสำคัญที่ตนดำเนินชีวิตอยู่อย่างมั่นคงตลอดมา

บัดนี้ ฉันนึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านพ้นมาในอดีต ซึ่งขณะนั้นฉันมีอายุได้ 75 ปีกว่า และทำงานเพื่อสนองการเรียนรู้ของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะคนไทยซึ่งเป็นที่ห่วงใยมาตลอด

สิ่งที่ฉันจะนำมาเล่าให้ฟังก็คือ “การทำรายการโทรทัศน์ ศาลาริมสวน”ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ในสมัยที่คุณวิจิตร  วุฒิอัมพล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการได้ขอเชิญให้ฉันไปจัดรายการด้วยความรู้สึกศรัทธาเกี่ยวกับการพูดที่ผสมกลมกลืนเอาหลักธรรมเข้าไว้ในนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ และก่อนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น ยังได้สั่งไว้ว่า ใครมาอยู่ก็ตามขออย่าได้เปลี่ยนแปลงรายการนี้

รายการนี้เคยปล่อยออกอากาศทุกสัปดาห์ อีกทั้งในยามที่สถานีขาดรายการอื่นก็ยังนำเอารายการศาลาริมสวนเข้าไปทดแทน แม้จะดึกดื่นแค่ไหน

อีกประการหนึ่ง เนื่องจากหลายคนมองเห็นได้ไม่ลึกซึ้งว่า รายการนี้คือรายการธรรมะ คงคิดได้แต่ว่า “ฉันทำรายการกล้วยไม้”          ชีวิตคนเรานั้น หากมีธรรมะอยู่ในใจอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ตามมักมีแนวโน้มตีความถึงหลักธรรมได้โดยตลอด

ปกติแล้วการทำรายการศาลาริมสวนของฉัน มักมีแนวโน้มเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะไปไหนมองเห็นอะไรก็สามารถทำได้ทุกอย่าง มีอยู่วันหนึ่ง ฉันนั่งรถยนต์จากบ้านที่กรุงเทพฯ มุ่งไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีเส้นทางมากกว่า 100 กิโลเมตร ช่วงนั้นกำลังมีเหตุการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับนักข่าวโทรทัศน์ ทั้งนี้เนื่องจากนักข่าวไปแอบถ่ายภาพตำรวจกำลังรีดไถเงินจากชาวบ้าน ดังนั้นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกหวาดระแวงและระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

เช้าวันนั้นหลังจากรถยนต์ที่ฉันนั่งแล่นไปตามถนนก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโบกมือให้หยุด

หลังจากคนขับหยุดรถแล้วฉันจึงเปิดประตูออกไปถามว่า “ต้องการอะไรครับ”บังเอิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเหลือบมาเห็นกล้องวีดีโอส่วนตัวของฉันซึ่งวางอยู่บนตัก แต่มีสติกเกอร์ช่อง 11 ติดอยู่ด้วย ฉันมองเห็นเขาเหลือบดูแว๊บเดียวแล้วรีบโบกมือให้ไป ฉันพูดกับคนขับรถว่า “ตำรวจคงคิดอยู่ในใจว่า มันไปซะได้ก็ดี”

คืนวันนั้นฉันไปนอนพักค้างคืนอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งของจังหวัด อีกทั้งยังพกเอากล้องวีดีโอตัวเล็ก ๆ ติดมือไปด้วย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าตัวฉันเองมักทำทุกสิ่งทุกอย่างจากประสบการณ์ที่เห็นว่า มันเป็นคุณค่าสำหรับการดำเนินชีวิต ดังนั้นแม้แต่กล้องวีดีโอก็ซื้อเอง ถ่ายทำก็ถ่ายทำเองทั้งหมด เพียงแต่นำมาปิดเปิดรายการอยู่ที่หน้าบ้านเท่านั้น

ฉันทำแบบนี้อยู่ 15 ปีเต็มๆ โดยไม่ได้คิดที่จะขอเงินจากสถานีหรือจากของใคร

ซึ่งประเด็นนี้หากใครได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “การศึกษากับการจัดการ”จะพบว่ามีบทความเรื่องหนึ่งชื่อว่า “ตำราเล่มนี้มีวิญญาณ”

จากการเดินทางไปค้างอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์คืนวันนั้น พอเช้าวันรุ่งขึ้นฉันก็นั่งรถยนต์เดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่ไม่ใช่นั่งหลับเพราะหลงอยู่กับความสบายทางวัตถุ หากนั่งพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่มันปรากฏเป็นความจริงอยู่สองข้างทางของถนนสายดังกล่าว

เธอเชื่อไหมว่าระหว่างการเดินทาง ฉันบอกให้คนขับหยุดรถหลายครั้งหลายหน แต่ละครั้งตัวฉันเองได้เดินทางบุกเข้าไปจากถนนสายนี้ และถ่ายทำรายการโทรทัศน์ได้ถึงสามรายการ

รายการแรก ฉันได้พบชาวนากำลังไถนา แต่มันผิดปกติเพราะชาวนาคนนั้นไม่ได้ใช้แรงงานควายอย่างที่เคยพบเห็นมาตั้งแต่เด็ก หากใช้ไถซึ่งติดเครื่องยนต์เป็นแรงงานลากในขณะที่น้ำมันกำลังราคาสูง

ฉันทำรายการเรื่องนี้จากหัวข้อที่มีชื่อว่า “ปุ๋ยธรรมชาติ กับปุ๋ยที่มนุษย์จำต้องคิดสร้างมันขึ้นมาเอง”

คำอธิบายจากประเด็นดังกล่าวก็คือ แต่ก่อน “ควายคือโรงงานผลิตปุ๋ย”โดยใช้หญ้าที่ขึ้นอยู่ในนา ส่วนพลังงานก็คือระบบการแปรรูปภายในตัวควายที่แปรรูปจากหญ้าซึ่งขึ้นรกร้างอยู่ในไร่นาแม้แต่ตามข้างถนนให้เป็นพลังงานควาย

ส่วนปุ๋ยที่ได้จากมูลควายก็เป็นปุ๋ยจากธรรมชาติของชีวิตสัตว์ซึ่งไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อดินอย่างปุ๋ยเคมี

            ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ฉันทราบจากเสียงนกเสียงกาที่มันสะท้อนออกมาให้ตนได้รู้ว่า เป็นแง่คิดซึ่งเกิดจากความเป็นธรรมชาติที่มันฝังอยู่ในรากฐานการเรียนรู้ของมนุษย์เอง อันนับได้ว่า มันน่าจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการผลิตอาหาร ด้วยวิธีการประหยัดร่วมกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

“ครั้นพูดถึงเศรษฐกิจ ก็ทำให้นึกถึงอำนาจรัฐ ที่มองปัญหาเศรษฐกิจมุ่งไปที่ตัวเงิน”ทำให้หยั่งรู้ความจริงได้ว่า “ความคิดมนุษย์ในปัจจุบัน ยิ่งขึ้นไปอยู่ที่สูงก็ยิ่งมีความคิดแบบผิวเผิน จึงส่งผลทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่สำเร็จมาตลอด หากยิ่งแก้ก็ยิ่งเกิดปัญหาให้แก่สังคมเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

อีกรายการหนึ่งก็คือ หลังจากแล่นออกจากตรงนั้นมาแล้ว ฉันได้พบช่องทางซึ่งมีต้นไม้ป่าขึ้นอยู่ข้างถนนอย่างหนาแน่น แต่มีช่องว่างกว้างโหว่ที่มันผิดปกติอยู่ช่วงหนึ่ง

สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาขณะนั้นก็คือ ตรงช่องโหว่นั่นเอง ซึ่งทำให้ฉันเห็นรอยรถยนต์อยู่บนพื้นดินซึ่งมีสภาพเป็นโคลน ตนจึงสั่งให้คนขับหยุดรถ หลังจากนั้นมือฉันก็คว้ากล้องวีดีโอวิ่งลงไปยืนพิจารณาดูสิ่งที่มันปรากฏอยู่บนพื้นดินตรงนั้นอย่างใจจดใจจ่อ

ฉันได้พบรอยรถยนต์ร่วมกับรอยเท้าคนซึ่งปรากฏเป็นความจริงร่วมกันอยู่ตรงนั้น ทำให้เกิดความคิดที่จะนำมาเสนอ ให้คนไทยที่สนใจชมรายการโทรทัศน์ได้นำไปคิดในเชิงสร้างสรรค์ว่า คนมีจิตวิญญาณ“รอยเท้าคนถ้าเดินด้วยเท้าเปล่า”แสดงว่ายังไม่รังเกียจพื้นดิน ซึ่งปรากฏเป็นทางเดินอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เท่าที่เห็นอยู่บนพื้นดินนั้น แท้จริงแล้วก็คือสัญญาณซึ่งบ่งบอกถึง “ความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง”อันเป็นธรรมชาติซึ่งอยู่ใน“จิตวิญญาณมนุษย์”ที่ชาติกำเนิดได้มอบให้ไว้กับ“พื้นดิน”เป็นสัจธรรม เพื่อความมั่นคงยั่งยืนในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไปของมนุษย์

เช่นเดียวกันกับ“รอยจูบ” ซึ่งเกิดจากความรู้สึกทางใจที่ฝังลึกลงในหัวใจระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง หากเกิดจาก “วิญญาณที่ให้ความรักพื้นดินร่วมกัน” ย่อมบ่งบอกถึงสายสัมพันธ์อันเกิดจาก “การใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตร่วมกันทั้งสองฝ่าย” ดังเช่นที่กล่าวกันว่า “ทำบุญร่วมกันมาแต่อดีต”

เราควรถือได้ว่า สายสัมพันธ์ดังกล่าว เกิดจากความรักอันใสสะอาด จึงมีผลช่วยให้เกิดสันติสุขในการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานธรรมชาติของโลกใบนี้ ที่ปรากฏอยู่ในจิตใต้สำนึกของแต่ละคน ช่วยให้รู้สึกอย่างลึกซึ้งว่า เราอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันจึงควรมีความรักความสามัคคีที่เกิดสันติสุขขึ้นบนโลกใบนี้

เมื่อใดที่เริ่มพบความจริงว่า มนุษย์นำเอารองเท้ามาสวมใส่ วิญญาณความรักพื้นดิน  อันถือเป็นธรรมชาติที่ควรมีอยู่ในรากฐานจิตใจมนุษย์ มันก็เริ่มต้นจะหมดสิ้นไปในที่สุด เมื่อนั้นจากสัญชาตญาณอันเป็นธรรมชาติของส่วนที่ยังเหลืออยู่ ย่อมบอกได้ว่า มวลมนุษยชาติกำลังจะคิดทำร้ายตัวเองโดยก่อให้เกิดสงคราม อันจะนำไปสู่การดับสูญไปในที่สุด

ฉันนึกถึงชีวิตชาวนาชาวไร่ ซึ่งทำงานอยู่กับโคลนกับตมตั้งแต่เช้ายันค่ำ กลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมีความรักแผ่นดินถิ่นเกิด และมีความขยันขันแข็ง รวมทั้งอดทนที่จะก่อให้เกิดการทำงานอย่างยั่งยืนสืบไป

แต่เมื่อใด หากพบความจริงว่า ชาวนาชาวไร่เริ่มคิดหารองเท้ามาสวมใส่ทำให้ตัวเองห่างจากพื้นดินแม้แต่น้อย ความยั่งยืนในการทำนาทำไร่มันก็เริ่มหมดไป

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชาวนาชาวไร่ประกอบพฤติกรรมก็คือ การส่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความจริงว่า ชุมชนแห่งนั้นจะอยู่อย่างมั่นคงได้แค่ไหน

หลักธรรมท่านได้ชี้ไว้ว่า “เมื่อสิ่งนี้สูญ สิ่งนั้นก็ย่อมสูญ”ดังนั้น วิถีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเห็นได้ นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งอื่นด้วย

รายการโทรทัศน์ศาลาริมสวน แท้จริงแล้วคือรายการสอนให้คนเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะผู้บริหารสถานีมองได้ไม่ถึงความจริง คงหลงคิดแต่ว่าเป็นรายการกล้วยไม้ ในที่สุดก็ต้องเลิกล้มไปโดยปริยาย เพราะเหตุว่า ฉันไม่ยอมอย่างเด็ดขาดที่จะให้เด็กเมื่อวานซืนนี้เข้ามาคุมรายการ และบังคับให้ฉันต้องทำเรื่องกล้วยไม้ ซึ่งคนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาเห็นความจริงแล้วว่า “มันไม่ใช่กล้วยไม้”แต่เป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ รวมทั้งพันธุ์มนุษย์ด้วย

การอธิบายให้แก่เด็กเข้าใจนั้นมันง่ายมากกว่า การให้ผู้ใหญ่เข้าใจบนพื้นฐานความดื้อรั้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา ฉันและหนึ่งได้เดินทางออกมาจากงาน “ราชพฤกษ์ 2011”หลังจากนั้นจึงมาแวะรับประทานอาหารที่ร้านซึ่งอยู่นอกบริเวณงานออกมาเล็กน้อย มีสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งทราบว่าเป็นเจ้าของร้าน ได้มาดักพบเพื่อพูดคุยเรื่องราวของรายการศาลาริมสวนด้วยความสนใจ

สามีได้พูดขึ้นว่า“รายการนี้คือรายการสอนธรรมะนอกรูปแบบ”เขากล่าวต่อไปว่า ท่านอาจารย์ได้สอนให้คนเป็นตัวของตัวเอง และรู้จักรักแผ่นดินถิ่นเกิด เขาพูดเน้นความสำคัญว่า “รายการนี้ไม่ใช่กล้วยไม้”

ฉันอยากให้หลายคนรับฟังเก็บไว้ ภายใต้จิตสำนึกของแต่ละคน

สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้ทำให้ฉันตระหนักดีว่า สงฆ์และคฤหัสถ์ ก็มีปัญหาแบบเดียวกัน ทั้งนี้เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นคน จึงมีปัญหาสมกับหลักธรรมที่ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อสิ่งนี้มีปัญหา สิ่งนั้นก็ย่อมมีปัญหาด้วยเช่นกัน”ดังเช่นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพที่ยึดติดว่า วัดคือธรรมะ ส่วนคฤหัสถ์ก็ติดอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันว่า โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นคือความรู้ แต่ถ้ารู้ความจริงแล้วถ้าไม่หลงยึดติดอยู่กับเครื่องประดับกาย แม้แต่การได้รับปริญญาสูงๆ ทุกคนก็มีความรู้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ยอมไปเรียนเอาปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพราะรู้เท่าทันว่า สิ่งสมมติดังกล่าวย่อมมีผลครอบงำสติปัญญาคนไม่ให้ฉลาดเฉลียวเท่าที่ควร นอกจากยึดติดอยู่กับเครื่องประดับ ซึ่งควรถือว่า “คือการเสียรู้คนอื่น”

 

13 เมษายน 2545

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *