ฉันรอกลับบ้าน
เธอเพื่อนรักของฉัน ฉันหวนกลับไปนึกถึงอดีต ในที่สุดจิตใต้สำนึกมันก็บอกฉันว่า ขณะนี้ฉันอายุ 90 ปีแล้ว คงมีแต่วันที่จะรอกลับบ้าน
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ฉันได้ยินเสียงคนหลายคนพูดกันว่า “เขาจะไปเค้าดาวน์ในวันปีใหม่”หลังจากนั้นมาไม่นานฉันก็ได้ยินเสียงคนจุดพลุ บ้างก็ร้องรำทำเพลงเฮฮากันไปตามประสา หลังจากได้ยินเขาพูดเค้าดาวน์ทีไร มันทำให้ฉันเข้าใจถึงชีวิตได้ว่า “ตัวฉันเองเค้าดาวน์มาตั้งแต่เริ่มต้นเกิดแล้ว”ทั้งนี้เพราะอยู่อย่างไม่ประมาท เรื่องความขาดสตินั้นมันคงมีน้อยเต็มที เมื่อด้านหนึ่งน้อยอีกด้านหนึ่งก็ย่อมมาก เพราะฉะนั้นเมื่อขาดสติน้อยลงก็ย่อมมุ่งมั่นทำงานรับใช้สังคมหนักมากยิ่งขึ้น
แม้เวลาค่ำคืน ฉันตื่นขึ้นมาครั้งใดก็มักพบว่า “ตัวเองกำลังขับเคลื่อนความคิดสู่การสร้างสรรค์ในวันรุ่งขึ้น”
ภายในจิตใต้สำนึกคงรำลึกอยู่เสมอว่า “ฉันจะต้องทำสิ่งนั้นสิ่งโน้น”แม้ใครจะบอกว่า “อย่าทำงานหนัก”แต่ฉันก็มักคิดสวนทางกลับไปว่า “ทำงานอย่างมีความสุขก็คือพักผ่อนที่ประเสริฐสุดแล้ว”
หวนกลับไปนึกถึงช่วงที่ฉันมีอายุ 84 ปีเต็ม ล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ได้ทรงมีพระเมตตาโปรดเกล้าฯ ให้ฉันเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตลดารโหฐานเมื่อบ่ายวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551
บ่ายวันนั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะทีแรกก็คิดว่า คงจะเข้าไปรอรับเสด็จออกมาสู่ท้องพระโรง แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปสู่บานประตู สายตาฉันได้พบว่า พระองค์ท่านได้เสด็จออกมาประทับรออยู่แล้ว
ณ โอกาสนั้น ฉันได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสัตย์ฯ ไว้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะขอทำงานถวายชีวิตไว้กับแผ่นดินผืนนี้”
เป็นคำถวายสัตย์ปฏิญาณเพียงสั้นๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งถึงหัวใจ ส่วนใครจะคิดว่า ฉันทำได้หรือเปล่าก็คงเป็นที่แต่ละคนต้องพิจารณากันเอาเอง
90 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินผืนนี้ ตัวฉันเองได้สืบทอดจิตวิญญาณมาจากพ่อบังเกิดเกล้าอย่างภาคภูมิใจ
เพราะพ่อฉันเป็นเด็กกำพร้าที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเก็บมาชุบเลี้ยง รวมทั้งตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง
“พ่อฉัน”เป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างชัดเจนมาตลอด
พ่อได้เล่าให้ฟังว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า “ในฐานะที่เจ้าเป็นคนมีความประพฤติดีและมีผลการเรียนสูงสุด ข้าเติบโตมาจากเมืองฝรั่ง ข้าจะไม่ให้เจ้าไป แต่ข้าจะสอนเจ้าเอง”
ฉันรู้ว่า “พ่อของฉันเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต แม้แต่อยู่ในรั้วในวังก็ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มไหนพวกไหน คงอยู่อย่างอิสระให้ทุกคนได้เห็นและรู้สึกศรัทธา”นี่เป็นคำพูดของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ที่หอวชิราวุธานุสรณ์
นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ขณะที่กลุ่มบุคคลจำนวนไม่ถึง 300 คน แต่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร”ได้บุกเข้าไปยึดราชบัลลังก์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ่อยืนทำหน้าที่ถวายการอารักขาอยู่ตรงนั้น
พ่อฉันเป็นคนที่แสดงให้ลูกคนนี้เห็นความจริงว่า “พ่อเกิดมาก็มาตัวเปล่า พ่อจากไปก็จากไปตัวเปล่า”
ฉันกล้ารับรองว่า พ่อไม่มีสมบัติอะไรจะให้ลูก แต่พ่อมีสมบัติอันล้ำค่ายิ่งกว่าสมบัติซึ่งทุกคนแลเห็นได้ และเปรียบเสมือนน้ำบ่อทรายที่ตักนำมาใช้มากเท่าใดมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พ่อได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์หนึ่งในสี่ของทหารเอก ที่ยืนอารักขาเท้าช้างศึกขององค์พระมหากษัตริย์ในยามออกศึกสงครามอยู่ใกล้องค์พระมหากษัตริย์ที่สุด ซึ่งช่วงนั้นพ่อมีอายุได้เพียง 35 ปี
ขณะนี้ เมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายครั้งใด ฉันมักมองเห็นพ่อมายืนอยู่ใกล้ๆ แทบทุกครั้ง
โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ตัวฉันเองก็มีโอกาสได้เข้าเฝ้าครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2489 ซึ่งในปีนั้นยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาฯ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จมาหว่านข้าวในนาทุ่งบางเขน
ช่วงนั้นฉันยังเป็นนิสิตฝึกงานและทำงานอยู่ที่ตึกขาว (ตึกพืชพรรณ) ฉันทำงานคัดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศรวมทั้งสิ้นกว่า 1 หมื่นสายพันธุ์
เป็นธรรมดาของคนทำงานวิจัยเรื่องข้าวซึ่งนุ่งกางเกงขาสั้นและสวมเสื้อยืดตัวเดียว กระทั่งรองเท้าก็ไม่มีสวมใส่ ฉันยืนพิงราวบันไดระหว่างชั้นบนกับชั้นล่าง
พระองค์ท่านทรงวิ่งลงบันไดผ่านหน้าฉันไป ทำให้ตัวฉันเองตกตลึงจนลืมถวายบังคม ฉันจำได้ว่า พระองค์ท่านทรงคล้องกล้อง Contax IIA อยู่ที่พระศอ
ฉันไม่นึกเลยว่าจะได้มีบุญเข้าไปถวายงานอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งรู้สึกว่าพระองค์ท่านมีพระวิญญาณอยู่กับเกษตรกรชาวนาชาวไร่อย่างชัดเจนมาตลอด รวมทั้งมีพระปรีชาญาณสมกับที่มีคนเขาพูดกันว่า “คนที่มีวิญญาณอยู่กับพื้นดิน ย่อมเป็นคนมีปัญญาหลักแหลม สมควรแก่การเคารพยกย่องอย่างที่สุด”
ความจริงฉันยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้อีกมากมายหลายเรื่อง ถ้าใครได้ฟังแล้วคงนึกว่า เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นความจริงอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อปีที่แล้ว ฉันเดินทางขึ้นไปดอยอ่างขางแล้วเลยไปทางด้านหลังจนกระทั่งถึงชายแดนไทย-พม่า
บ่ายวันนั้นฉันได้พบทหารคนหนึ่งยืนบรรยายสรุปให้พวกเราฟัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่หลายคนแลเห็นอยู่แล้วในปัจจุบัน
หลังจากบรรยายสรุปเสร็จฉันจึงเล่าต่อไปว่า ดอยอ่างขาง ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จไปสำรวจพื้นที่ แต่ละพื้นที่ยังมีความยากลำบากในการเดินทางมาก ทั้งสองพระองค์ทรงเสวยข้าวห่อร่วมกับพวกเรา โดยมีพวกเราอยู่ร่วมด้วยอย่างใกล้ชิด พระองค์ชี้ไปยังยอดดอยแห่งหนึ่งซึ่งแลเห็นยอดหญ้าเป็นหย่อมสีเขียวหย่อมเล็กๆ และทรงตรัสว่า ที่นั่นมีตาน้ำให้เรานำมาใช้ทำการเกษตร เพื่อให้ชาวบ้านได้มีอาชีพอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข
ฉันถึงได้บอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ทรงมีพระวิญญาณเป็นครูโดยเฉพาะพระราชทานความสำคัญแก่ชาวบ้านซึ่งชีวิตยังตกทุกข์ได้ยาก
ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย แม้แต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่ป่าระอูที่อยู่ในร่องเขาติดกับชายแดนประเทศพม่า แล้ววันหน้าฉันจะนำมาเล่าให้พวกเธอได้รับทราบต่อไปอีก
7 มกราคม 2555