บ้านนี้เมืองนี้ศรัทธาบารมีหายไปไหน

เธอที่รักทุกคน ขณะนี้ฉันจำใจต้องเขียนเรื่องศรัทธาบารมีว่ามันหายไปไหน ถ้าจะบอกถึงสัจธรรมให้เธอรู้ว่า ชาติใดก็ตามที่ขาดคนซึ่งมีประชาชนให้ความศรัทธาและเคารพรักด้วยใจจริง ชาตินั้นย่อมนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด บัดนี้กำลังจะใกล้วันผู้สูงอายุ ฉันได้ยินมาว่าผู้สูงอายุนั้นมีเงินช่วยเหลือ ฉันรู้สึกภูมิใจว่าตนไม่ใช่ผู้สูงอายุจึงไม่เคยรู้เคยเห็นอะไรทั้งสิ้น เมื่อปีที่ผ่านมากระทรวงราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุได้นำเอาข้อเขียนของฉัน เรื่อง “ฉันไม่มีวัย ฉันมีแต่ใจ” ไปตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาฉันไม่เคยสนใจเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องเงินๆ ทองๆ อะไรทั้งนั้น เมื่อไม่สนใจเรื่องเงินเรื่องทองก็ย่อมไม่สนใจเรื่องอำนาจวาสนา น้ำท่วมครั้งที่แล้วแม้บ้านจะพัง พื้นบ้านเป็นรูโหว่หลายแห่ง แต่โทรทัศน์ไปขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ฉันก็ชี้ให้ดูว่า ตัวเองนอนอยู่ตรงไหนโดยไม่รู้สึกรังเกียจหรือถือสาอะไรทั้งนั้น เมื่อฉันไม่รู้สึกอับอายขายหน้าก็ย่อมไม่รู้สึกโอ้อวดตัวเองร่วมด้วย ทั้งนี้เพราะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ ฉันต้องขอขอบคุณผู้ที่สงสารช่วยเข้าไปซ่อมแซมบ้านให้โดยไม่ต้องขอร้อง ซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นองค์กรอะไรและอยู่ที่ไหน บางครั้งก็ได้ยินคนพูดว่า การที่มาทำอะไรให้ฉันก็เพื่อหวังเรื่องเงินเรื่องทอง ฉันฟังแล้วรู้สึกตลกขบขัน เพราะการมาหวังเงินจากฉันมันก็เหมือน “หวังเลือดจากปู” ซึ่งเป็นคำกล่าวของคนโบราณ น้ำท่วมครั้งที่แล้วจึงมีแต่สิ่งที่ดีมันผุดขึ้นมาลอยอยู่เหนือน้ำให้คนได้รู้ข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นอะไร แม้แต่การซ่อมแซมบ้านซึ่งฉันจะต้องไปอยู่ที่อื่น ก็ยังมีคนต้อนรับให้ไปพักอาศัย ในเมื่อทุกอย่างมันมีสองด้าน อีกทั้งสัจธรรมยังชี้ไว้ให้เห็นว่า “เมื่อด้านหนึ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งก็ต้องลง” ดังจะเห็นได้ว่า “เมื่อคนเขาให้เราด้วยความศรัทธา เราก็ต้องรู้สึกเกรงใจเขาเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่ได้คิดร้ายต่อผู้อื่น” หวนกลับไปนึกถึงอดีตเพราะฉันไม่สนใจเก็บทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งยังไม่ได้หวังอำนาจวาสนา จากผลงานที่ฉันนำไปสู่การสร้างสรรค์ ถ้ามองเห็นได้ลึกก็จะรู้ว่า ตัวฉันเองชอบเก็บสิ่งที่มันตกหล่นอยู่บนพื้นดินมาสร้างงานอยู่เสมอ ฉันจึงรู้คุณค่าของสิ่งที่มันอยู่พื้นดิน เพราะเกิดมาแล้วก็ต้องอยู่บนพื้นดิน ตายไปแล้วก็ต้องลงไปอยู่ในพื้นดินเช่นเดียวกัน ฉันจึงนิยมที่จะเก็บของตกหล่นอยู่บนพื้นดินมาคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สู่เพื่อนมนุษย์ ซึ่งเรื่องนี้ย่อมไม่ทำให้สังคมและชาติบ้านเมืองจำต้องตกเป็นหนี้สินคนชาติอื่น แม้ขณะที่นั่งเขียนเรื่องนี้ ฉันก็มาอาศัยเขาอยู่ไปพลางๆ ก่อน จนกว่าบ้านที่เคยอยู่มันจะสำเร็จลงได้ด้วยดี อนึ่ง ฉันเคยพูดเอาไว้แล้วในอดีตว่า ถ้าใครมาทำให้ด้วยศรัทธาก็ควรรับเอาไว้ แล้วมุ่งมั่นทำงานเพื่อชดใช้แผ่นดินถิ่นเกิดให้ดีที่สุด แต่ถ้าใครก็ตามมาทำงานให้เพื่อหวังประโยชน์อย่างอื่นเราก็ปฏิเสธที่จะไม่รับได้เพราะมันเป็นสิทธิของเราเองในการสร้างสมความภูมิใจ แม้มีอะไรก็ตามที่เป็นสิทธิในการที่เราจะได้รับแล้วไม่ได้รับ เราก็ไม่ควรเอะอะโวยวายให้มันเสียมารยาทที่ดี คงนิ่งเฉยเสียได้ย่อมไม่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย อีกทั้งยังไม่ทำให้จำต้องอับอายขายหน้า หากควรถือว่าเป็นผลดีแก่ตัวเองโดยแท้ ฉันขอให้เธอที่รักทุกคนประสบแต่ความสุขโดยทั่วกัน โปรดอย่าเอาเรื่องเอาราวอะไรมาทะเลาะเบาะแว้ง รวมทั้งมาตั้งแง่ตั้งงอนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นคนรู้จักปล่อยวางเถิดนะเธอที่รักของฉัน ดังที่เนื้อเพลงของหลวงวิจิตวาทการ ที่ลงท้ายด้วยข้อความประโยคหนึ่งว่า.. “ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา”

ระพี สาคริก 25 มีนาคม 2555

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *