ยิ่งหยุดนิ่งก็ยิ่งทำหนักขึ้น

ชีวิตมนุษย์แต่ละคนที่เกิดมานั้น ธรรมชาติได้มอบพลังขับเคลื่อนมากับวิญญาณการนำปฏิบัติ อันควรถือว่ามีพละกำลังอันมหาศาล ซึ่งประเด็นนี้ย่อมมีเหตุผลสอดคล้องกันและกัน ดังที่มักกล่าวกันว่า “เพราะมีด้านนั้น จึงมีด้านนี้”
ช่วงนี้ฉันมีอายุย่างเข้า 90 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนตัวเองจะยิ่งทำงานหนักมากกว่าเก่าโดยไม่ปล่อยให้เวลามันสูญไปอย่างเปล่าประโยชน์ หลายคนที่เข้ามาหามักเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า “ให้พักผ่อนบ้างนะ” ฉันรับฟังจึงตอบกลับไปว่า “นี่ก็พักผ่อนแล้ว” เพราะ “พักผ่อนคือการทำงานอย่างมีความสุข”

ทุกคนที่ดำรงชีวิตอยู่บนพื้นผิวโลกใบนี้ สัจธรรมก็ได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า แต่ละคนย่อมมีการเกิดมาแล้วก็ผ่านพ้นไป ถ้าใครสงสัยว่าเกิดมาจากไหน ก่อนอื่นขอให้หวนกลับมาสำรวจตัวเองและมองดูที่เท้าว่าเรายืนอยู่ที่ไหน คำตอบมันก็หาได้ไม่ยากในเมื่อธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่า “วิถีการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตมนุษย์แต่ละคน ย่อมหมุนวนเป็นวัฎจักรโดยมีพื้นดินเป็นสิ่งรองรับ” จึงสรุปได้ว่า “เกิดมาก็มาจากพื้นดิน ตายไปก็ย่อมคืนสู่พื้นดินเช่นเดิม”
ในเมื่อชีวิตมนุษยชาติมีจิตวิญญาณซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้เพื่อการเรียนรู้ความจริงจากเงื่อนไขที่มันอยู่ในใจตนเอง แม้แต่วิถีการเรียนรู้ซึ่งมีวิญญาณของตนเป็นตัวกำหนดมันก็หมุนวนเป็นวัฎจักร โดยใช้การนำปฏิบัติเริ่มต้นจากความจริงที่มันแฝงอยู่ในร่างกายตนเองเป็นสื่อ ธรรมชาติจึงกำหนดให้ผลจากการปฏิบัติที่ส่งผลกระทบทำให้หวนกลับมาหาตนเองเพื่อชำระล้างเงื่อนไขที่มันแฝงอยู่ในใจตนเอง

ดังนั้น ฉันจึงพูดอยู่เสมอว่า “การเรียนรู้ความจริงจากใจตนเองนั้น ย่อมได้ความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์เป็นครูสอน” ใครประกอบกรรมดีไว้ในอดีต การปฏิบัติของตนย่อมได้รับความดีเป็นสิ่งตอบสนอง ใครทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลที่เลวร้ายเป็นสิ่งตอบสนองด้วยเช่นกัน เพราะธรรมชาติได้กำหนดไว้ให้แต่ละคนจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมโลก
หลังจากกล่าวถึงเหตุและผลภายในกระแสการเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์แต่ละคน จึงขออนุญาตย้ำว่า “วัฎจักรการหมุนวนซึ่งธรรมชาติได้กำหนดมาให้นั้น คงไม่มีชีวิตใดจะฝ่าฝืนได้ หากใครฝ่าฝืนย่อมถูกธรรมชาติลงโทษ” ทั้งนี้ก็เพื่อสอนให้รู้ความจริงว่าทีหน้าทีหลังอย่าได้ทำอีก
อนึ่ง ภายในภาพรวมของชีวิตมนุษย์แต่ละคนย่อมมีจิตวิญญาณเป็นของจริงและมีร่างกายเป็นสิ่งแวดล้อมและทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้อย่างสำคัญ เพราะร่างกายมนุษย์คือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดจิตใจตนเองมากที่สุดที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ความจริงจากใจตนเองโดยผ่านการกรทำของเพื่อนมนุษย์อย่างปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชัง
แต่อิทธิพลของร่างกาย ดังเช่นรูป รส กลิ่น เสียง หากตกเป็นเหยื่อก็ย่อมส่งผลทำให้ชีวิตจำต้องสูญเสียความรู้อันทรงคุณค่าซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้ในอดีต ดังนั้นฉันขออนุญาตนำบทความเรื่องนี้มาทบทวนอีกครั้ง นั่นคือ “ยิ่งหยุดนิ่งก็ยิ่งทำหนักขึ้น” ทั้งนี้เพราะธรรมชาติได้มอบพลังจิตมาให้วิถีการดำเนินชีวิตของทุกคนจึงควรใช้สิ่งนี้เป็นพื้นฐาน

คำว่า“ยิ่งหยุดนิ่งก็ยิ่งทำหนักขึ้น”หลายคนอาจรู้สึกว่าข้อความประโยคนี้มีความลึกซึ้งอยู่มาก แต่ความจริงแล้วในโลกใบที่อยู่ภายใต้อิทธิพลจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมีแต่ความจริง ดังนั้น คำว่าลึกหรือตื้นจึงเป็นเพียงเงื่อนไขที่แฝงอยู่ในโลกใบจริงดังกล่าว เพราะเหตุนี้หากเธอมีรากฐานจิตใจที่เข้มแข็งจนกระทั่งสามารถสู้กับมันให้ได้ แล้วเธอจะมีความสุข โดยมีความเป็นมนุษย์อย่างครบถ้วนในที่สุด
ดังนั้น ฉันจึงนึกถึงคำตรัสของพระพุทธองค์ที่รับสั่งแก่องค์คุลีมารในขณะที่ทรงพระดำเนินอยู่นั้น องค์คุลีมารซึ่งวิ่งไล่หลังแล้วร้องตะโกนให้พระองค์หยุดเพื่อต้องการจะฆ่าให้ครบจำนวน 1,000 ชีวิต พระองค์ได้ทรงตรัสเตือนสติไว้ว่า “เราหยุดแล้ว ท่านซิยังไม่หยุด” องค์คุลีมารซึ่งประกอบบุญเก่ามาแล้ว ครั้นได้ยินคำตรัสจึงหยุดคิดทำร้ายต่อผู้อื่น คงเหลือแต่จิตใจที่สงบนิ่ง

ดังนั้น คำว่า“หยุด”ในที่นี้จึงมีเหตุผลเช่นเดียวกันกับคำว่า “พอเพียง” ซึ่งหมายความว่าบุคคลผู้ปฏิบัติควรจะละกิเลสให้ลดน้อยลงไป แล้วพลังอันมหาศาลที่จะทำงานสร้างสรรค์เพื่อเพื่อนมนุษย์ย่อมมีเพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกันกับข้อความอีกประโยคหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ว่า“ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้” หากแต่ละคนมีความเพียรพยายามที่จะชำระล้างกิเลสภายในจิตใจตนเองโดยการนำปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแก่เพื่อนมนุษย์อย่างดีที่สุด
จึงสรุปได้ว่า บุคคลใดก็ตามที่สามารถชำระล้างกิเลสของตนให้ลดน้อยลงไปย่อมบังเกิดจิตใจที่มีอิสรภาพเพิ่มขึ้นเป็นสัจธรรม บุคคลลักษณะนี้ย่อมมีความสุขและความเจริญด้วยสติปัญญาอันควรแก่ความเคารพยกย่องสรรเสริญจากเพื่อนมนุษย์โดยกำเนิด และอิสรภาพตามความหมายที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ถือเป็นรากเหง้าของประชาธิปไตยที่แท้จริง

2 มกราคม 2554

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *