ศิลปะหรืออนาจาร
เราได้ยินกันมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ขณะที่พบภาพเขียนหรือภาพถ่ายซึ่งมีคนเปลื้องผ้าห่อหุ้มร่างกายออกหมด และแสดงท่าทางต่างๆ มักมีคำถามปรากฏออกมาว่า เป็นภาพศิลปะหรืออนาจาร
กระทั่งหลังจากที่สังคมวางกฎระเบียบ ติดตามมาด้วยการใช้อำนาจควบคุม โดยที่คิดว่าถ้าเป็นงานศิลปะ ควรถือว่าคือการศึกษาที่ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณมนุษย์ หากเห็นว่าเป็นอนาจาร ย่อมถือว่าขัดศีลธรรมอันดีงาม
ประเด็นดังกล่าว ได้มีการนำมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แต่แล้วในที่สุดก็ค่อยๆ เงียบหายไปเสมือนคลื่นกระทบฝั่ง วันดีคืนดีก็เกิดเรื่องราวเช่นเดียวกันขึ้นมาอีก
หากมองเห็นภาพรวม อีกทั้งใช้ความจริงจากธรรมชาติเป็นพื้นฐานการพิจารณา น่าเข้าใจได้ว่า สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะผ่านพ้นมาแต่อดีตหรือกำลังจะก้าวต่อไปสู่อนาคต หากคิดว่าเป็นภาพคลื่นกระทบฝั่ง ลูกแล้วลูกเล่า ก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่สนใจค้นหาความจริงให้ลึกซึ้งถึงที่สุด ก็คงหาจุดจบยังไม่พบ
หากใช้หลักธรรมชาติเป็นพื้นฐาน แล้วมองไปยังภาพรวมของปรากฏการณ์ทั้งหมด โดยไม่นำเอาเงื่อนไขในด้านกาลเวลาหรือสิ่งอื่นใดมาผูกติดไว้ ย่อมรู้ความจริงได้ว่า แท้จริงแล้วก็คือการกระจายสิ่งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ อันมีสภาพที่เรียกกันว่า 2 ขั้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
ถ้าคิดที่จะค้นหาความจริงต่อไป ก่อนอื่นควรเริ่มต้นสร้างความเข้าใจให้ตนเองรู้ว่าเรื่องนี้เกิดจากความรู้สึกนึกคิดอันเป็นธรรมชาติของคนซึ่งอยู่ร่วมกันในสังคม หากสะดุดคิดลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง น่าจะช่วยให้มองเห็นความจริงว่า สิ่งที่เป็นของแท้ซึ่งทำให้เกิดเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ย่อมมีความจริงอยู่ในรากฐานจิตใจคนซึ่งมีธรรมชาติแตกต่างกัน
หวนกลับไปนึกถึงชีวิตเราแต่ละคน จากยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งแต่ก่อนก็คงไม่มีสิ่งใดมาใช้ห่อหุ้มร่างกาย หากคงเป็นไปอย่างเปิดเผย โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
ช่วงถัดมา คนเริ่มมีการนำวัตถุจากธรรมชาติที่อยู่ภายนอกตัวเองมาใช้เสริมสร้างการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และอาหาร อันถือเป็นธรรมชาติในด้านรูปวัตถุระดับพื้นฐาน มีผลทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งประกอบขึ้นเป็นภาพรวมของกระบวนการธรรมชาติรวมถึงชีวิตคน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสานเหตุและผลถึงซึ่งกันและกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ล้วนมีผลสืบเนื่องมาจากเงื่อนไขซึ่งอยู่ในรากฐานจิตใจคน ดังนั้น จึงคงหนีไม่พ้นไปจากการที่รากฐานจิตใจคน จำต้องได้รับผลจากการกระทำ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย
ภายในรากฐานจิตใจของแต่ละคน ต่างก็มีจิตวิญญาณที่มีเหตุผลสานถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ดังนั้น หลังจากคนนำสิ่งต่างๆ จากภายนอกมาใช้ประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ชีวิตตนเอง จิตใจคนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้นไปจากอิทธิพลของวัตถุสำเร็จรูปซึ่งเปลี่ยนแปลงมาตามยุคสมัย ทำให้หลงไหลถึงกับยึดติดอยู่กับมันจนเป็นนิสัย ไม่ว่าใครจะรับเข้าไว้มากน้อยแค่ไหน
แต่ความจริงจากธรรมชาติก็ได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีชีวิตใด สิ่งใด จะเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้น ดังนั้นส่วนที่สามารถยืนหยัดอย่างเข้มแข็งอยู่ได้ ย่อมยังคงมีอยู่ ไม่ว่าเหลือน้อยแค่ไหน ดังนั้น ผู้ที่ไม่ยอมตกเป็นทาสอิทธิพลของสภาพดังกล่าวจึงมีโอกาสหยั่งรู้ความจริงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่หยั่งรู้ความจริงจากธรรมชาติที่อยู่ในใจตนเองให้มั่นใจได้ถึงระดับหนึ่ง ย่อมสามารถหยั่งรู้ความจริงของธรรมชาติจากใจเพื่อนมนุษย์ได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น แม้เรื่องราวจากภาพคนที่เปลื้องเครื่องนุ่งห่มออกจากร่างกายทั้งหมดและแสดงท่าทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน อีกทั้งเป็นคนชาติไหน ภาษาไหน ย่อมเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดจากใจคน ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ที่มีโอกาสสัมผัสกับภาพดังกล่าว
สำหรับภาพเขียนหรือภาพถ่ายซึ่งปรากฏออกมาในลักษณะที่กล่าวมาแล้ว แทนที่จะมุ่งความสนใจไปยังภาพเหล่านั้นด้านเดียว ผู้ซึ่งมีรากฐานจิตใจอิสระย่อมสามารถหวนกลับมามองเห็นความจริงจากใจผู้เขียนหรือผู้ถ่ายภาพรวมถึงผู้ที่มองว่าเป็นศิลปะหรืออนาจารซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งร่วมด้วย นอกจากนั้นน่าจะให้ความสนใจมองมายังด้านนี้เหนือกว่าอีกด้านหนึ่ง ทั้งนี้และทั้งนั้นเพื่อค้นหาความจริงให้ลึกซึ้งถึงที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้พิจารณาไม่ลืมความจริงจากใจตัวเอง ถ้าสามารถหยั่งรู้ให้ถึงจุดอันเป็นเหตุที่ทำให้คนสนใจ ควรถือว่า ณ จุดนี้น่าจะมีความสำคัญอย่างที่สุด ดังเช่นที่คนยุคก่อนเคยชี้แนะไว้ว่า ถ้ามองเห็นสิ่งอื่นใดก็ตาม มีสภาพเป็นอย่างไร เงื่อนไขซึ่งฝั่งลึกอยู่ในรากฐานจิตใจผู้มองนั่นแหละที่กำลังคิดให้เป็นเช่นนั้น
ดังนั้น จึงขออนุญาตสรุปเรื่องราวดังกล่าวไว้ ณ โอกาสนี้ว่า ก่อนที่จะให้ความสนใจพิจารณาสิ่งอื่นใดและเห็นเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ควรหวนกลับมาค้นหาความจริงจากใจตนเองและถามตัวเองก่อนว่า ตนกำลังคิดไปในทางนั้นหรือเปล่า?
ทั้งนี้และทั้งนั้น ผลจากการคิดทบทวนเท่าที่ชี้แนะมานี้ ย่อมช่วยให้เกิดความยั้งคิดขึ้นในใจ อันนับได้ว่าน่าจะเป็นผลดีในการยกระดับจิตใจตนเองให้สูงยิ่งขึ้น ทำให้การตัดสินใจไม่บังเกิดผลทำลายผู้อื่นซึ่งตั้งใจดีต่อสังคม หากยังมีผลสนับสนุนให้เกิดวิถีทางอันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ทั้งแก่ตนและส่วนรวมร่วมกัน
สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดทำให้สามารถสรุปได้ว่า การสร้างความเข้าใจให้แก่ตนเองได้อย่างลึกซึ้งของผู้มีอำนาจ ย่อมมีผลเหนือกว่าการคิดใช้อำนาจทำลายล้างผู้อื่นซึ่งเป็นคนเช่นตน โดยที่เชื่อว่าวันหนึ่งสิ่งซึ่งตนแสดงออกถึงความไม่พอใจจะสิ้นซากไปเองในที่สุด เพราะแท้จริงแล้วการเน้นความสำคัญที่การใช้อำนาจย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในตนเอง
ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตินำเอาความจริงจากสิ่งซึ่งตนมีโอกาสพบเห็นมาแล้วมาเล่าสู่กันฟัง
หากใครมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสความจริงจากมุมต่างๆ ของโลก โดยที่ไม่ได้คิดไปหาความสำราญส่วนตัวเหนือไปกว่าการไปแสวงหาความรู้จากสิ่งที่เป็นจริง หลายคนคงพบว่าครั้งหนึ่งในประเทศเดนมาร์กซึ่งเป็นมุมหนึ่งที่อยู่ในเขตหนาวเหนือของโลก เคยเปิดโอกาสให้มีการแสดงทางเพศอย่างอิสระ แม้ถนนบางสายก็เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ นอกจากนั้นยังมีการแสดงการร่วมเพศให้คนชมเป็นบริการเช่นเดียวกันกับกิจกรรมการบันเทิงต่างๆ
ต่อมาการแสดงออกดังกล่าวค่อยๆ ปรับสภาพไปเป็นอย่างลับๆ ส่วนอำนาจรัฐที่เข้ามาควบคุม กลับติดตามมาอย่างสออดคล้องกับเหตุและผลซึ่งเกิดจากความรู้สึกของคนทั่วไป
ดังที่กล่าวกันว่า ต้องใช้เวลา แต่เป็นการใช้เวลาร่วมกับการปฏิบัติระหว่างคนสองด้านที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกถึงกันและกันได้
แทนที่จะแยกความคิดออกไปอยู่กันคนละด้าน และตัดสินใจทำ เช่นที่คนยุคก่อนเคยกล่าวไว้ว่า หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า ซึ่งแน่นอนที่สุด หากรากฐานความคิดกลายเป็นสองขั้ว ด้านหนึ่งย่อมคิดใช้อำนาจรังแกคนจากอีกด้านหนึ่ง ส่วนด้านที่ถูกรังแกย่อมคิดสู้ แต่วิถีการสู้จะดำลงไปลึกยิ่งกว่าเก่า
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า หากด้านหนึ่งไม่คิดว่าการแสดงออกโดยอีกด้านหนึ่งคืออนาจาร เพราะรากฐานจิตใจตนเองเปิดกว้างทำให้มีอิสระ น่าจะคิดว่าเป็นศิลปะมากกว่า หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า ไม่คิดจากใจที่ไป็นอกุศล ย่อมมีผลช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีทางสร้างสรรค์ได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
หากด้านที่มีอำนาจเหนือกว่า รู้สึกว่าเป็นภาพอนาจาร ย่อมสะท้อนความจริงให้รู้ว่าเงื่อนไขซึ่งอยู่ในจิตใจผู้ถืออำนาจว่ามีสภาพเช่นนั้น ดังนั้นเราจึงพบเป็นครั้งคราวว่าผู้ที่มีโอกาสขึ้นไปอยู่ระดับสูง มักสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่แสดงออกในทางมิชอบด้วยศีลธรรมอยู่ในที่ลับตา อันเกิดจากการหลงตัวเอง ให้ปรากฏได้เป็นครั้งคราว
ทุกวันนี้ เรามักพบกรณีขมขื่นชำเรา ซึ่งผู้ใหญ่ทำกับเด็กเพิ่มมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้มีอำนาจมักนิยมใช้อำนาจในการปราบปรามด้านเดียว และแล้ววันหนึ่ง ภาพผู้ใหญ่ซึ่งถืออำนาจ ลงมือกระทำเอง ก็ปรากฏออกมาเป็นช่วงๆ
หากนำมาพิจารณาค้นหาความจริงจากรากฐานจิตใจคน ย่อมสามารถอ่านได้ หากบุคคลผู้สนใจอ่านมีรากฐานจิตใจอิสระช่วยให้เปิดกว้าง ย่อมส่งผลให้สามารถรู้ได้จากสองด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มจากด้านซึ่งมีความจริงอยู่ในใจตนเองเป็นสัจธรรม
สรุปแล้ว ภายในจิตใต้สำนึกของมนุษย์นั้น ย่อมมีสองด้านเป็นธรรมดา ด้านหนึ่งคือความสะอาดบริสุทธิ์ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกิเลสและมายาภาพ ดังนั้นถ้าใครจะคิดว่ามันเป็นศิลปะหรือเป็นอนาจาร ก็ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในจิตใต้สำนึกของตัวเอง
10 กุมภาพันธ์ 2546