เพราะคนส่วนใหญ่เห็นหน้าฉันเป็นกล้วยไม้ ฉันจึงต้องหันมาจับงานพัฒนาการศึกษาทางเลือก

            เธอที่รักของฉัน หวนกลับไปนึกถึงตั้งแต่ช่วงที่ฉันมีอายุเพียง 10 ขวบ ฉันได้พบกับกลุ่มบุคคลที่มีเงินกลุ่มหนึ่ง นำเอากล้วยไม้มาปลูกเล่นโดยใช้กล้วยไม้เป็นเครื่องมือแข่งความร่ำรวยและความมีหน้ามีตา แถมยังนำกล้วยไม้ราคาแพงๆ มาใช้เป็นเครื่องมือดูถูกเด็กและชาวนาชาวไร่ว่าเป็นคนยากจนจึงไม่สมควรจะปลูกกล้วยไม้

ฉันเริ่มรู้สึกว่า สังคมนี้มันไม่ยุติธรรมและทำให้ไม่น่าอยู่ จึงไม่อาจนิ่งดูดาย จากนั้นเป็นต้นมาฉันได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ชีวิตนี้ตนจะต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามและเงื่อนไขดังกล่าวมันได้เข้าไปอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของฉัน อันจะนำไปสู่การปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่าง

แต่คนไทยทั่วไปกลับมีความรู้สึกติดอยู่กับเปลือกนอกจึงคิดได้แต่เพียงว่า ฉันสอนให้คนทั่วไปปลูกกล้วยไม้เป็นและผสมกล้วยไม้เพื่อการค้าขายได้เท่านั้น ซึ่งภาพสะท้อนดังกล่าว ครั้งใดที่ฉันแลเห็น มันก็ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดใจ ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาที่การจัดการศึกษา

นี่แหละ ที่เป็นเหตุให้ตัวฉันเองไม่ว่าจะเดินทางไปไหน คนทั่วไปจึงมักเห็นหน้าฉันเป็นอาจารย์กล้วยไม้อย่างเดียว บ้างก็ถามว่า “ที่บ้านของท่านอาจารย์คงมีกล้วยไม้สวยๆ งามๆ เต็มไปหมด”จนกระทั่งฉันต้องตอบสวนกลับไปว่า “บ้านฉันคือแผ่นดินไทยทั้งประเทศ”

ภาพสะท้อนดังกล่าวได้ทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังกับการจัดการศึกษาของไทยเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้วเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสิ่งดังกล่าวได้บอกให้ฉันรู้ความจริงว่า คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมอย่างเห็นได้ชัด จึงไม่รักที่จะใช้ชีวิตติดดินให้เป็นธรรมชาติ เมื่อปฏิเสธการใช้ชีวิตติดดินก็ย่อมรังเกียจพื้นดินซึ่งเป็นถิ่นเกิดของตัวเอง หากความจริงเป็นเช่นนี้ก็คงไม่อาจรักษาแผ่นดินไทยเอาไว้ให้ยั่งยืนอยู่ได้ ดังนั้นคงต้องใช้ศิลปะในการพูดรวมทั้งการปฏิบัติที่สะท้อนให้คนพวกนี้คิดได้เอง

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปี ค.ศ.2000 ได้มีการจัดงานฉลองกันในประเทศต่างๆ อย่างน้อย 3 –4 ประเทศรวมทั้งประเทศญี่ปุ่นซึ่งทำการสำรวจโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อต้องการทราบว่าใครจะเป็นผู้ปาฐกถาเรื่อง “Man and Nature” ได้ดีที่สุด ในที่สุดผลการสำรวจมันก็มาตกลงที่ตัวฉันเอง

ฉันจึงได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องนี้ในงาน AIPH ซึ่งจัดขึ้นในต้นเดือนเมษายนโดยมีตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นรวม 5 คน เดินทางมามอบหนังสือเชิญให้ฉันถึงที่บ้าน ในวันนั้นพิธีเปิดงานได้คัดเลือกบุคคลที่สังคมยอมรับรวม 10 คน มายืนตัดริบบิ้นเปิดงานในพิธี ถ้าแหงนขึ้นไปดูบนท้องฟ้าจะได้เห็นเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ลำ ที่ภายนอกตัวเครื่องบินมีสีสันต่างๆ อันสวยงามบินแปรขบวนอยู่บนนั้นอย่างน่าดูที่สุด

งานนี้เกิดขึ้นที่เกาะอาวาจิซึ่งอยู่ในอ่าวเมืองโกเบแต่มีสะพานเชื่อมโยงจากแผ่นดินใหญ่ไปสู่เกาะเพื่อให้ความสะดวกแก่การจราจร

พิธีการเปิดงานได้เกิดขึ้นในห้องประชุมของโรงแรมใหญ่ซึ่งพึ่งสร้างขึ้นใหม่ โดยมีมกุฎราชกุมารเป็นองค์ประธาน หลังจากนั้นการบรรยายพิเศษก็ได้เกิดขึ้นโดยเชิญให้ฉันขึ้นไปพูดบนเวที และมีนักวิชาการในสาขาสังคมชั้นหัวกะทิทางสังคมของญี่ปุ่นคนหนึ่งนั่งประกบเพื่อหวังถอดความรู้จากองค์ปาฐก

ฉันเห็นเป็นโอกาสที่จะพูดเรื่องซึ่งอยู่ในจิตใต้สำนึกที่คับอกคับใจมานาน ออกมาให้ผู้ฟังสามารถแลเห็นด้วยปัญญาอย่างชัดเจนจึงเริ่มต้นขึ้นว่า “บัดนี้อายุฉันย่างเข้า 80 ปีแล้ว ฉันได้เริ่มต้นเพาะเมล็ดกล้วยไม้เมล็ดเล็กๆ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่หาดูได้ยาก ตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง”

ฉันเฝ้ารดน้ำ ทำนุบำรุง และเลี้ยงดูกล้วยไม้ต้นนี้อย่างทะนุถนอมมาตลอด จนกระทั่งเติบโตยิ่งขึ้นและมีดอกอันสวยงามให้คนได้ชื่นชมไปทั่วโลกและมีความสุข แต่กล้วยไม้พันธุ์นี้มันไม่เหมือนกับพันธุ์ที่ท่านทั้งหลายได้พบเห็นกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งแม้จะมีดอกสวยงามแค่ไหน แต่ในที่สุดมันก็จะเหี่ยวเฉาและร่วงหล่นจมดินจมทรายไปตามกาลเวลา

แต่กล้วยไม้พันธุ์ที่ฉันได้เริ่มต้นผลิตออกมาจากใจตนเอง เมื่อมันออกดอกแล้วนอกจากไม่สูญหายไปไหน หากยังคงสามารถสืบทอดความสวยสดงดงามไปให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมสมใจอีกด้วย ฉันจึงขออนุญาตตั้งชื่อกล้วยไม้พันธุ์ใหม่นี้ว่า “ความรักในเพื่อนมนุษย์”

ฉันสังเกตเห็นสุภาพสตรีชาวแคนนาดา 3 คน ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังขององค์มกุฎราชกุมารควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาเรื่องนี้ฉันได้เคยเขียนไว้ในอดีตมาแล้ว

เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2555 ได้มีทีมงานโทรทัศน์จาก ThaiPBS ไปประชุมที่สถาบันอาศรมศิลป์ ฉันได้พบคุณดิษสุวรรณ  สามพี่น้อง ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการคนหนึ่ง เธอเคยเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ KU38 ในช่วงที่ฉันดำรงตำแหน่งอธิการบดี

            เธอได้กล่าวขึ้นว่า ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีดอกกล้วยไม้สวยๆ งามๆ บานเต็มไปหมด ทีแรกฉันก็นึกไม่ถึงว่าหมายความว่ายังไง? แต่ครั้นมานึกถึงเรื่องราวที่ได้เขียนลงไว้ในบทความเรื่องนี้จึงทราบว่า ความหมายของดอกกล้วยไม้สวยๆ งามๆ ที่เธอหมายถึงนั้นมันคืออะไร

กลิ่นกล้วยไม้             หอมระรื่น                 ชื่นดวงจิต

ดุจได้มิตร                  สนิทเนื้อ                    เหนือกลิ่นหอม

แสนสุดซึ้ง                 ถึงวิญญาณ                ผ่านใจยอม

มอบความหอม          พร้อมความดี             ศรีกำจาย

อันกล้วยไม้                ที่หมายถือ                  คือชีวิต

ถือความรัก                จากดวงจิต                มอบมิตรหมาย

ให้ทุกคน                    ได้ท่วมท้น                 ล้นใจกาย

ด้วยใจหมาย              ให้มีสุข                       ทุกวันคืน

อันกล้วยไม้                ที่หมายถึง                  ซึ่งสิ่งนี้

สะอาดใส                   ไร้สี                             ไม่มีฝืน

มีแต่ใจ                        ที่ให้สุข                       ทุกวันคืน

พาชุ่มชื่น                    ระรื่นใจ                      ให้รับกัน

ไม่มีกรอบ                  ครอบดวงใจ              ด้วยใดอื่น

ไม่มีฝืน                       ให้ทุกชาติ                   ไม่คาดฝัน

ทุกระดับ                    ทุกชนชั้น                   ปันใจกัน

หวังสุขสันต์              บันดาลใจ                   ให้ชูธรรม

 

ระพี สาคริก

25 มีนาคม 2555

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *