อนิจจา แม่คงคาผู้ซื่อสัตย์
บัดนี้ปีพ.ศ.๒๕๕๔แล้วหากเธอแต่ละคนตั้งสติให้ดีคงหวนกลับไปนึกถึงอดีตได้อย่างสุดๆทั้งนี้เพราะมนุษย์ที่เกิดมาสู่โลกใบนี้ควรจะมีการอยู่อย่างรู้เหตุรู้ผล
ขณะนี้มีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ถ้าฉันยังมีสติคงไม่หลงโทษอะไรต่อมิอะไรที่มันอยู่ด้านนอกหากมีบุญพอคงหวนกลับมาโทษตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งก่อเหตุดังกล่าวแม้แต่เกิดปัญหาในการดำเนินชีวิตแทนที่จะคิดว่าปัญหามันอยู่ที่อื่นก็คงหันมาหยั่งรู้ความจริงว่า”ปัญหาที่แท้จริงนั้นมันอยู่ในใจเราเองหากดับปัญหาได้ชีวิตก็ย่อมมีความสุข”
มนุษย์คือสัตว์ลักษณะหนึ่งซึ่งวิวัฒนาการมาจากชีวิตเล็กๆจนกระทั่งถึงจุดสุดท้ายเพราะวิวัฒนาการบางอย่างก็ต้องใช้ทุกสิ่งในโลกเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตตัวเองครั้นในที่สุดมนุษย์ก็จะหวนกลับมาทำลายโลกที่ตนอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ฉันนึกถึงคำโบราณบทหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ว่า”มนุษย์ขี้เหม็นเขี้ยวเข็ญเทวดา” ข้อความประโยคนี้ชี้ถึงความจริงไว้อย่างชัดเจนว่า”เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าใครจะมีมากมีน้อยแค่ไหน” เธอเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ความจริงในทางปฏิบัติมันก็ชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า”ถ้ามนุษย์ไม่เห็นแก่ตัวชีวิตก็ย่อมไม่เกิดเว้นไว้แต่ว่าใครมีมากมีน้อยเท่านั้น”แม้ตัวฉันเองก็มีเพราะถ้าเข้าถึงจริงก็ย่อมต้องรับความจริงให้ได้และรับออกมาจากใจตนเองด้วยจึงจะดำรงชีวิตอยู่ได้
ครั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาแล้วมีน้ำท่วมติดต่อกันหลายวันแม้แต่ในรายการโทรทัศน์ที่คิดแก้ไขปัญหานี้แม้มนุษย์ก็ยังพูดซ้ำๆซากๆโดยโทษน้ำวิกฤตแทนที่จะรับสารภาพโดยดีว่า”ตัวเองนั่นแหละที่เป็นเหตุส่วนหนึ่ง”
ที่ฉันชี้ให้เห็นว่า”มนุษย์โทษน้ำ”ก็เพราะมารุมกันพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า”น้ำก่อวิกฤต”แท้จริงแล้วมนุษย์นั่นแหละที่เป็นผู้ก่อวิกฤตบนพื้นฐานคุณธรรมและจริยธรรมส่วนน้ำนั้นถ้าใครมีรากฐานจิตใจเป็นธรรมย่อมมองเห็นได้เองว่า”แม่คงคาเป็นฝ่ายที่ซื่อตรงที่ไหนสูงก็ว่าสูงที่ไหนต่ำก็ว่าต่ำที่ไหนมีช่องว่างก็ย่อมเข้า”
ฉันนั่งดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้นโดยไม่เข้าใครออกใครหากพยายามตั้งใจให้เป็นกลางอย่างที่สุด
ครั้นหวนกลับไปนึกถึงช่วงปีพ.ศ.๒๔๘๒ในช่วงนั้นฉันไปนั่งพิจารณาวิถีการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอยู่ที่ริมแม่น้ำปิงจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ริมฝั่งแม่ปิงมนุษย์ยังไม่ได้ไปทำเขื่อนจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นธรรมชาติที่มีการทำเกษตรกันอย่างสวยงาม
ฉันหยั่งรู้ความจริงว่ากระแสน้ำมันไหลจากที่สูงลงมาที่ต่ำอย่างต่อเนื่องแม้จะเกิดน้ำท่วมในตอนล่างบางปีมนุษย์ก็ยังได้ใช้ประโยชน์จากกระแสน้ำเป็นพลังงานในการใช้เกษตรกรรมฉันได้เห็นกงล้อที่เรียกกันว่า”อุ” ซึ่งใช้พลังน้ำพัดให้หมุนอย่างช้าๆแล้วใช้ไม้กระบอกติดไว้โดยรอบ”อุ” สามารถตักน้ำในลำแม่น้ำขึ้นมาใส่รางไม้ไผ่แล้วระบายออกไปสู่สวนผักไม่เพียงเท่านั้นการทำป่าไม้ยังสามารถตัดต้นซุงแล้วปล่อยให้ลอยลงมาสู่ปากน้ำโพธิ์จังหวัดนครสวรรค์เพื่อมาเก็บไปใส่โรงเลื่อยสำหรับแปรรูป
นอกจากนั้นถ้ามองลงมาสู่ตอนล่างของกระแสน้ำไหลอีกสักหน่อยเราจะพบว่าที่สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงถนนงามวงศ์วานมีการดักเก็บไม้ซุงที่ปล่อยให้ลอยมาตามกระแสน้ำโดยไม่ต้องขนขึ้นยานพาหนะ
สิ่งที่เขียนมาแล้วทั้งหมดนี้มันมีจริงไม่เพียงแต่เห็นด้วยตาเท่านั้นรวมทั้งยังจับด้วยมือตัวเองอีกด้วย
เป็นอันว่าแต่ก่อนน้ำธรรมชาติมันก็ไหลจากที่สูงลงมาสู่ที่ต่ำแต่มนุษย์ไม่ได้ใช้กิเลสสร้างความสับสนวุ่นวายให้เกิดเงื่อนปมให้มันหวนกลับมาทำรัายตัวเอง
เธอที่รักเธอรู้หรือเปล่าว่าแผ่นดินไทยที่เราอาศัยอยู่นี้แต่ก่อนมันก็ไม่มีแผ่นดินนอกจากเคยเป็นทะเลมาก่อนถ้าไม่เชื่อฉันขอให้ลองพิสูจน์ก็ได้ว่าพื้นดินกรุงเทพฯในขณะนี้ถ้าขุดลงไปประมาณ๑๐กว่าเมตร แล้วเธอจะพบเปลือกหอยอัดกันเป็นชั้นๆ
นอกจากนั้นภายในน้ำที่มันหล่อเลี้ยงแผ่นดินซึ่งเป็นน้ำกร่อยถ้าเอามาผึ่งให้แห้งแล้วเธอจะพบว่ามีผลึกของแร่ยิปซัมYipsum รูปร่างคล้ายกับขนมเปียกปูนแต่เป็นเกลือแร่ที่ไร้สีกระจายอยู่ทั่วไปหมดภาพเขียนที่มีคนในอดีตเขียนเอาไว้ก็ยังมีภาพปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา
“เมื่อมีสิ่งนั้นก็ย่อมมีสิ่งนี้”ดังนั้นเมื่อปากอ่าวแต่ก่อนอยู่กรุงศรีอยุธยาก่อนหน้ากรุงศรีอยุธยาไปอีกก็ต้องอยู่เหนือขึ้นไปอีกเป็นอันว่าการที่น้ำไหลจากด้านบนลงมาสู่ด้านล่างนั้นมันเป็นธรรมชาติของโลกใบนี้มานานแล้ว
แสดงว่าถ้ามองย้อนกลับไปสู่อดีตแหลมทองผืนนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนเราจึงควรยอมรับว่าน้ำที่มันไหลลงมาจากทางเหนือลงมาใต้นั้นมันมีมานานแล้วแต่ยังไม่มีจิตใจของมนุษย์ที่สกปรกซึ่งหวนกลับมาทำลายตัวเองให้เป็นสัจธรรม
ย้อนกลับไปนึกถึงปีพ.ศ.๒๕๒๓ซึ่งช่วงนั้นฉันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีความจริงตัวเองเคยเขียนวิเคราะห์ฝากไว้ตั้งแต่ช่วงนั้นแล้วว่าประเทศสยามอยู่บนพื้นฐานเขตร้อนของโลกเราไม่ควรเอาอย่างตะวันตกแต่เพราะเราส่งคนไปเรียนเมืองฝรั่งกลับมาแล้วเห็นคูคลองที่ไหนเธอก็สร้างวัตถุปิดมันเสียหมดอยู่มาวันหนึ่งน้ำทำท่าจะเอ่อขึ้นมาบนถนนฉันได้ลงไปยืนเปิดฝาท่อร่วมกับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมนันท์นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอยู่ที่ข้างถนนสายหนึ่งจึงเห็นขยะมันอุดตัน
ถ้าคนไทยไม่มักง่ายหลงอยู่กับความสบายขยะเหล่านี้มันคงเกิดขึ้นได้ยากดังนั้นขยะที่เห็นจึงหมายความถึงขยะที่อยู่ในใจมนุษย์แม้ในช่วงนี้มีทั้งขยะและน้ำเน่าก็คงหมายถึงจิตใจมนุษย์ที่เน่าเฟะจนกระทั่งไม่สามารถที่จะต่อรากฐานให้ถึงคุณธรรมอันควรมอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้สำเร็จ
ดังนั้นคำว่าวิกฤตจึงอย่าไปโทษน้ำเลยขอให้โทษตัวเองเสียดีกว่า
ฉันเคยพูดมานานแล้วว่าการพัฒนาชนบทของสังคมไทยมันล้มเหลวเพราะคนที่เข้ามาอยู่ในเมืองแล้วลืมตัวจนกระทั่งขาดการนึกถึงชีวิตชาวนาชาวไร่ที่ยังยากลำบาก
ถ้าจะถามว่า”รู้ได้ยังไง” ก็เพราะเหตุว่าในอดีตน้ำท่วมกรุงเทพฯเราก็ไม่เคยเกิดปัญหาหนักขนาดนี้เพราะคนชนบทไม่ได้อพยพเข้ามาแออัดอยู่ในเมืองกรุงแต่บัดนี้ร้านค้าแผงลอยมันก็เต็มไปหมดนอกจากนั้นแต่ก่อนก็ไม่เคยมีโจรกรรมในเวลาค่ำคืนแต่เดี๋ยวนี้ถ้าเดินเดินทางไปไหนในเวลาค่ำคืนก็ต้องระวังตัว
เธอที่รักทำไมไม่สังหรใจบ้างเลยหรือคงเอาแต่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นแทนที่จะเป็นคนตื่นอยู่เสมอเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งแต่ละคนควรมีส่วนร่วม
เหตุการณ์มันคงไม่เพียงแค่นี้วันหน้าคงได้เห็นอะไรดีๆยิ่งกว่านี้อีกมากโบราณเขาถึงกล่าวว่า”ถ้าไม่เจ็บตัวถึงขนาดก็คงไม่รู้จักจำ”
เธอที่รักโปรดอย่าลืมตัวจนกระทั่งหลงผิดไปว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของตัวคนเดียวอย่างน้อยควรจะลุกขึ้นมาแสดงความรับผิดชอบเพื่อให้สมศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย
นี่แหละที่มันสอนให้รู้ว่าวัฒนธรรมของเราต้องเดินตามสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของท้องถิ่น
ฉันเคยเขียนไว้ว่าแต่ก่อนนี้เมืองไทยเคยมีคูคลองเต็มไปหมดถึงขนาดมีคำขวัญกล่าวกันว่า”กรุงเทพฯคือเวนิสตะวันออก”ซึ่งฉันมีหนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงสะพานในกรุงเทพฯสะพานมีลักษณะโค้งพอให้เรือแล่นลอดได้สะดวก
ชาวบ้านพายเรือไปทำงานแม้กระทั่งไปตลาดชาวบ้านก็ทำการตรวจความสะอาดคูคลองไปในตัวโดยไม่ต้องจ้างข้าราชการ
หวนกลับไปนึกถึงบทความเรื่องหนึ่งซึ่งฉันเขียนไว้ในอดีตประมาณ๓๐กว่าปีมาแล้วว่า”การพัฒนาชนบทของคนไทยประสบกับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”
เหตุผลก็คือแต่ก่อนเมืองไทยเคยมีการกระจายงานและกระจายคนที่เป็นชาวนาชาวไร่ได้อย่างกว้างขวางชาวนาชาวไร่ของเราก็ไม่ได้เดือดร้อนหนักเพราะคนในเมืองแม้จะเป็นเจ้านายกับผู้ทำนาก็ยังให้เกียรติซึ่งกันและกันฉันได้เห็นกับตาตัวเองแม้อายุได้เพียง๗-๘ขวบแต่ภาพเหล่านั้นมันก็ยังอยู่ในจิตใจของฉันมาจนกระทั่งถึงบัดนี้
แม้แต่ในด้านการเมืองพระมหากษัตริย์ของเราทุกพระองค์ยังทรงเสด็จไปประภาสต้นเพื่อใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่กับเกษตรกรชาวบ้าน
ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๗๕เป็นต้นมาเราก็ใช้อำนาจบังคับคุณงามความดีของบรรพบุรุษในอดีตเพราะเข้าใจประชาธิปไตยแต่เพียงในด้านวัตถุตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจารีตประเพณีก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นอำนาจทำให้คนไทยต้องยกพวกฆ่ากันเองมาเป็นช่วงๆอีกทั้งรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ธรรมชาติมันยกพวกแห่กันลงมาทำร้ายชีวิตคนไทยซึ่งอยู่ในระดับด้านล่างรุนแรงยิ่งขึ้น
โบราณได้กล่าวไว้ว่า”การสร้างปัญหานั้นมันง่ายแต่การแก้ปัญหานั้นซิยาก” เช่นเดียวกันกับ”ขึ้นขี่หลังเสือนั้นง่ายแต่ลงจากหลังเสือนั้นซิยากยิ่ง”
โปรดอย่าคิดว่าปีนี้มันแรงแต่ขอให้คิดถึงวิถีการเปลี่ยนแปลงซึ่งธรรมชาติมันมีอำนาจเหนือมนุษย์
มนุษย์ยังคงหยุดได้ยากธรรมชาติมันก็หยุดได้ยากยิ่งกว่ามนุษย์จนถึงที่สุดจุดจบอันถือเป็นสัจธรรมที่ทุกคนคงจะปฏิเสธเสียมิได้
ระพี สาคริก
๒๑พฤศจิกายน๒๕๕๔