คนยุคนี้ทำบุญกันเก่ง

เธอเพื่อนรักของฉัน ทุกวันนี้ฉันได้นั่งเฝ้าสังเกตดูคนในสังคมโดยทั่วไป ยิ่งขึ้นไปอยู่ที่สูงด้วยแล้วอดคิดไม่ได้ว่า “คนยุคนี้ส่วนใหญ่ทำบุญกันเก่ง”

หลายคนคงสงสัยว่า ตัวฉันเองสังเกตอะไรจากที่ไหน ถึงได้พูดว่าคนยุคนี้ทำบุญกันเก่ง

ความจริงมันไม่ยากเลย สำหรับการทำบุญที่ไม่ได้บุญ เพราะอยู่ๆ ก็มองเห็นคนใจบุญที่ชอบปล่อยไก่ตัวใหญ่ๆ ออกมาให้คนอื่นเขาดู การเลี้ยงไก่นั้น คนในอดีตแม้มีไก่อยู่ในใจ การแสดงออกจะมีการระมัดระวังโดยไม่ปล่อยให้ใครเห็น ปกติการเลี้ยงไก่นั้นเขานิยมเลี้ยงเอาไว้ในกรง ไม่ว่ามีกรงเล็กกรงใหญ่ เพราะมนุษย์ขึ้นชื่อว่าคือชีวิตที่มีอารยธรรม

ดังนั้นการปล่อยไก่จึงเป็นเรื่องอับอายขายหน้าแก่คนอื่น ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามควรระมัดระวังเรื่องมารยาทที่ดี แม้แต่คำพูดเพียงคำเดียวมันก็สามารถปล่อยไก่ออกมาให้เป็นผลเสียหายแก่ตนเองได้ไม่ยาก ขอให้ดูการจัดงานต่างๆ โดยเฉพาะฤดูนี้เป็นฤดูจัดงานนานาชาติ เนื่องจากฝนฟ้าอากาศมันก็เริ่มเย็นสบาย อีกทั้งยังมีดอกไม้สีต่างๆ บานสะพรั่ง

ฉันเคยพูดมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่มีการจัดงานราชพฤกษ์(อดีตคนไทยมักเรียกว่า “พืชสวนโลก”)ที่ว่า “คนรู้ไม่ได้ทำ คนทำไม่รู้”เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ในเมื่อแต่ละคนหากมีความบริสุทธิ์ใจจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันขัดกันกับเหตุผลก็คงเกิดขึ้นได้ยาก เว้นไว้แต่ว่ามีความไม่ชอบมาพากลแอบแฝงอยู่ในนั้น

ถ้าเธอไม่ใช่คนลืมง่ายอาจได้อ่านบทความที่ฉันเขียนฝากไว้ตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว

ฉันนึกถึงหลักการบทหนึ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Fit the right man to the right job ซึ่งหมายความว่า ให้กำหนดตัวบุคคลสอดคล้องกันกับความรู้ความชำนาญรวมทั้งความสามารถ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นไปได้ยาก ถ้าไม่ได้ตัวบุคคลที่มีประสบการณ์ผ่านงานนี้มามากแล้ว

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เพราะเรื่องนี้เจอเข้ากับตัวฉันเอง ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ตัวบุคคลและการทำงานด้วย เพราะคนทำงานนั้นขาดข้อมูลมาในอดีต จึงไม่รู้ว่าตัวฉันเองเคยเป็นประธานการประชุมบัวโลกมาในอดีต การจัดประชุมครั้งนี้จึงไม่บอกให้รู้ ทำให้คนที่รู้ความจริงต้องสงสัยว่าฉันหายหน้าไปไหน

ฉันจำได้ว่า การประชุมบัวโลกครั้งที่แล้ว ฉันได้ลุกขึ้นพูดถึงเหตุผลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ทำให้คนจีนรู้สึกศรัทธา

นี่เป็นตัวอย่างแม้เพียงเล็กน้อย แต่ฉันก็พูดย้ำความสำคัญมาในอดีตว่า “อย่าดูถูกเรื่องเล็ก”

ฉันคิดว่า คนจัดงานไม่มีเจตนาในเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะขาดข้อมูลเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้วในอดีต “เมื่อสั่งให้จัดก็จัด”

นี่คือผลเสียของความคิดเกี่ยวกับการสั่งงาน เพราะผู้ปฏิบัติคิดเองไม่เป็นจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบ่อยๆ

โดยสัจธรรมแล้ว สิ่งใดก็ตามที่มีด้านเดียว ในที่สุดอีกด้านหนึ่งมันก็ลีบจนกระทั่งใช้งานไม่ได้

ซึ่งประเด็นนี้ส่วนใหญ่มักเกิดในระบบราชการเสมอๆ

ที่ฉันนำมาเขียนก็เพราะตัวฉันเองเคยเป็นข้าราชการมาก่อน แต่ตนไม่เคยยอมให้อำนาจใดๆ มาสั่งการ ถ้าจะทำก็ทำจากรากฐานความคิดของตนที่มีอิสระ

ถ้าใครสั่งฉันไม่ทำ มันก็มีวิธีแก้ไข สิ่งนั้นก็คือ “ถือขันติธรรม”หรืออีกนัยหนึ่ง “ฟังแล้วนิ่งเฉยเสีย”นี่คือศิลปะในการทำงานอันจะนำไปสู่ผลดีของแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง

ฉันขออนุญาตอันเชิญ พระราชกรณียกิจจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นตัวอย่าง

ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านได้เสด็จไปเยี่ยมราษฎรเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งปกติจะทรงมีอิสระ พระองค์ได้ทรงขับรถด้วยพระองค์เอง โดยลุยน้ำลุยโคลนมิได้เห็นความเหนื่อยยากในพระราชหฤทัย

ส่วนข้าราชการหลังจากทราบว่าในหลวงจะทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ณ ที่ตำบลหนึ่ง จึงไปยืนรอถวายรายงานอยู่ตรงนั้น

หลังจากทรงเสด็จไปถึงแล้วก็ทรงรับฟังรายงานจากข้าราชการก่อนอื่น เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงทรงหันมารับสั่งถามราษฎรว่า “ที่เขาพูดนั้นจริงหรือเปล่า”

เรื่องนี้โปรดอย่าเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจับผิดข้าราชการ แต่โบราณก็ได้สอนไว้ว่า“ให้ฟังหูไว้หู”อันหมายถึงการปฏิบัติบนพื้นฐานทางสายกลาง

อนึ่ง ทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้แล้ว ให้เป็นคนใฝ่รู้วิชชา เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันผ่านเข้ามาในชีวิตตนเอง แล้วนำมันมาวิเคราะห์เจาะลึกด้วยใจเป็นกลางให้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้ว เธออาจเป็นคนปล่อยไก่ออกไปกลางที่ชุมชนโดยไม่รู้สึกอับอายขายหน้าคนอื่นได้ง่าย เพราะไม่ได้มีการระวังตัว

หลักธรรมท่านได้สอนไว้ว่า “เมื่อมีความประมาทก็ย่อมมีการขาดสติ”“เมื่อมีการขาดสติก็ย่อมมีโอกาสปล่อยไก่ได้ง่ายด้วย”

 

19 ธันวาคม 2554

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *