เกษตรกรรมหลังน้ำท่วม
แผ่นดินใดก็ตามหลังจากเกิดน้ำท่วม พอน้ำลดจะปลูกอะไรมันก็งามทั้งนั้น เว้นไว้แต่ว่าเราไม่ฉลาดพอจึงเอาที่ดินที่ถูกน้ำท่วมมาสร้างตึกละฟ้า อันนับได้ว่าเป็นการสูญเปล่า
ที่ว่า “สูญเปล่า”นั้น น้ำได้พัดพาเอาอาหารต้นไม้ ซึ่งหมายถึงอินทรียวัตถุมาจากผิวดินตอนเหนือ ครั้นลงมาถึงตอนล่าง ความเร็วของกระแสน้ำมันก็ค่อยๆ ลดลง เมื่อมันลดลงจนถึงที่สุดแล้ว ตะกอนของอินทรีย์สารรวมทั้งพื้นผิวดินตอนหน้าที่มันไหลมากับน้ำก็เริ่มตกลงไปสู่ผิวดินตอนล่าง นี่แหละที่เรียกกันว่า “ปลูกอะไรก็งามทั้งนั้นเพราะน้ำมันช่วยใส่ปุ๋ยให้เรา”
กรุงเทพฯ ที่เราอาศัยอยู่นี้มันก็เคยเป็นทะเลมาก่อน เพราะแต่ก่อนปากอ่าวที่มีเรือสินค้าจากต่างประเทศมาจอดเทียบท่านั้น มันเคยอยู่ที่อยุธยา ครั้นต่อมาสันดอนปากอ่าวมันก็ค่อยๆ เลื่อนไกลออกไปจนกระทั่งถึงจังหวัดสมุทรปราการ
ฉันนึกถึงช่วงซึ่งตัวเองยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เราศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อจะได้ส่งไปเมืองฝรั่งโดยไม่ถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมตะวันตก
ตัวฉันเองนั้น ถึงไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ แต่รากฐานจิตใจมันก็แข็งอยู่แล้ว เพราะพ่อได้ปูพื้นฐานเอาไว้แต่แรก ฉันยังจำได้ดีว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความจริงแล้วถ้ามองเห็นได้ลึกย่อมรู้ได้ว่า “เราไม่ได้เปลี่ยนการปกครอง”แต่ “การปกครองมันเปลี่ยนตัวเราให้เข้าใจประชาธิปไตยผิดด้าน”
“บาปกรรมดังกล่าวมันจึงติดตามมาจนถึงทุกวันนี้”
พ่อฉันอยู่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงมาตั้งแต่เล็กจนโตโดยที่เชื่อว่าเมืองแห่งนี้จะกลายเป็นป่ามาถึงช่วงหลังๆ
ในช่วงนั้น แม้แต่รากฐานจิตใจคนไทยทั้งชาติมันก็อ่อนแอเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ชาติบ้านเมืองจำต้องเดือดร้อนหนัก เพราะไม่มีใครที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่คนไทยทั้งชาติได้สำเร็จ นอกจากใช้วิธียกตนข่มท่าน
ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์บ้านเมืองจนกระทั่งถึงขั้นเลือดตกยางออก ฉันมักฝันเห็นมองเห็นพ่อมายืนอยู่ใกล้ๆ เสมอ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพ่อของฉันเลี้ยงลูกคนนี้ให้เป็นคนอดทนและมีความเข้มแข็ง รวมทั้งมีความซื่อสัตย์สุจริตโดยไม่คิดอยากได้ของคนอื่น
บางช่วงตัวฉันเองก็ถูกกล่าวหาว่า “เป็นคนอวดดี”แต่ตัวฉันเองกลับไม่แยแสและไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรทั้งนั้น
เรามีพี่น้องท้องเดียวกันอยู่ 5 คน และเป็นผู้ชายทั้งหมดโดยมีตัวฉันเองเป็นพี่ใหญ่
ฉันมีนิสัยเหมือนพ่อเพราะชอบศิลปะ ขณะที่มีอายุเพียง 10 ขวบ ฉันชอบค้นตู้เก็บของที่พ่อเก็บผลงานเขียนภาพเอาไว้ในนั้นมาดู
ภาพแรกที่ฉันได้เห็นและเป็นที่ประทับใจคงได้แก่ ภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพ่อเขียนด้วยดินสอถ่านเกรยอง
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากไปโรงเรียนก็ไปพบครูประจำชั้น นำเอาภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เขียนด้วยดินสอถ่านเกรยองมาติดไว้ที่หน้าชั้น
ความจริงเพื่อนฝูงเขาพูดกันว่า ฉันเรียนวิทยาศาสตร์เก่งมากและปกติแล้วคนเรียนเก่งมักชอบนั่งหน้าชั้นเพราะไม่กลัวว่าครูจะถาม
อยู่มาวันหนึ่งครูเห็นผิดสังเกต เพราะฉันหายไปจากโต๊ะนักเรียนตัวหน้า เธอรู้ไหมว่าฉันหายไปอยู่ที่ไหน ส่วนตัวฉันเองก็คิดว่าครูมองไม่เห็น จึงแอบไปนั่งเขียนรูปครูอยู่หลังชั้นอย่างสบายอารมณ์ จนกระทั่งถูกครูหยิกก้น ครูแอบมาแหนบโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนเก่งนี่แหละจึงรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะอะไรๆ เราก็รู้หมดแล้ว จึงแอบหนีโรงเรียนไปนั่งเขียนรูปอยู่ในเขาดิน เพราะเขาดินช่วงนั้นยังไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไปเที่ยว
ครั้นพ่อรู้เรื่องจึงถูกลงโทษแล้วขับรถไปส่งถึงประตูโรงเรียน
ส่วนตัวฉันเองมันก็ร้ายกาจ ขณะที่พ่อจอดรถส่ง เราก็เดินเข้าประตูโรงเรียน ครั้นพ่อขับรถออกไปแล้วก็เปิดประตูออกมา หนีไปนั่งเขียนรูปอีกเช่นเคย
ฉันทำอย่างนี้อยู่หลายครั้งหลายหน
เป็นอันว่าความจริงที่พูดกันในกระบวนการจัดการศึกษานั้น หากเอามาใช้กับชีวิตฉันมันใช้ไม่ได้ทั้งหมด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันอยู่ในด้านตรงกันข้ามทั้งสิ้น
ที่แปลกยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อฉันจบชั้นมัธยมบริบูรณ์ ฉันใช้เวลาสอบถึง 3 ปี เพราะสอบ 3 ปีนี่แหละจึงได้ประกาศนียบัตรมัธยมบริบูรณ์มา 3 ใบ เอามานั่นเรียงบนโต๊ะดูเล่นสวยๆ งามๆ ในที่สุดก็โยนทิ้งไปหมด
ยังมีเรื่องราวอีกเยอะแยะ นี่แหละที่มันทำให้ฉันไม่เชื่อหน้ากระทรวงศึกษาธิการ มาจนถึงบัดนี้ เพราะกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเอาไว้จะเอามาใช้กับฉันมันได้ผลตรงกันข้ามทั้งสิ้น
ในปี พ.ศ.2485 ฉันมาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เธอรู้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นในหอพัก
ปกติก่อนสอบไล่ประมาณ 1 –2 เดือน ใครๆ เขาก็หมกมุ่นดูหนังสือหนังหากันจนตาแฉะ แต่ตัวฉันเองกลับตรงกันข้าม เพราะตนไม่คิดจะดูหนังสือแม้แต่นิดเดียว หากเดินออกไปเยี่ยมเยือนเพื่อนฝูงตามที่พักต่างๆ เป็นประจำ เธอรู้ไหมว่า เพราะเหตุใด ถ้าอยากรู้ฉันจะบอกให้ก็ได้ว่า “ฉันเห็นเพื่อนฝูงเป็นครูที่วิเศษสุดมาตั้งแต่บัดนั้น”
เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหน เพื่อนมักมารอถามคำถามจากบทเรียน ฉันเชื่อว่าเพื่อนเป็นครูตัวจริงเพราะเขาไม่รู้จึงถามเรา “แต่ครูตัวปลอมนั้น คือครูในชั้นเรียนเพราะรู้แล้วยังดันมาถาม”เพราะฉะนั้นตัวฉันเองไม่ค่อยสนใจคำถามที่ครูตั้งขึ้นในห้องสอบและมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยจะเชื่อครู ทั้งนี้เพราะตัวฉันเองมีรากฐานจิตใจที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง
ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างฉันจึงสนใจเรียนเอง แทนที่จะไปง้อให้ครูมาสอนเพราะฉันถือว่าเสียเกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์
ชั่วโมงเรียนวิชาสถิติซึ่งใครๆ ก็บ่นว่ามันยากแสนยาก แต่ตัวฉันเองกลับนั่งหลับเพราะไม่สนใจที่จะได้รับความรู้โดยมีครูมาสอน
ครั้นจบหลักสูตรออกไปแล้ว ฉันเริ่มสนใจค้นหาความจริงจากวิชาสถิติด้วยตัวเองและคิดจากรากฐานจิตใจที่อิสระจึงช่วยให้รู้ว่า วิชานี้คือสิ่งที่สมมติขึ้นมาจากหลักธรรมทั้งหมด
ดังเช่น “องศาความอิสระ”ที่ใช้สูตร N – 1 สิ่งสมมติสิ่งนี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่หมุนวนเป็นวัฏจักร เพราะถ้ามันไม่เหลือ 1 แล้วจะเกิดขึ้นมาใหม่ได้ยังไง เช่นนี้เป็นต้น
ในที่สุดครูจึงรู้ว่า ฉันมีวิชาสถิติอยู่ในหัวใจ ถึงกับบอกว่า “ลื้อสอนดีกว่าอั้ว จึงขอให้เอาไปสอนแทนอั้วก็แล้วกัน”
เพราะฉะนั้นช่วงหลังๆ ฉันจึงมักถามลูกศิษย์ว่า เป็นศิษย์วิชาอะไร? บางคนก็บอกว่า “วิชาสถิติ”บางคนก็บอกว่า “วิชาข้าว”บางคนก็บอกว่า “วิชาคัดตรวจคุณภาพข้าว”และบางคนก็บอกว่า “วิชากล้วยไม้”
แต่เรื่อง “กล้วยไม้”มันมีความพิสดารอยู่หลายอย่าง หรืออาจกล่าวได้ว่า มันคือความอุตริของตัวฉันเอง เพราะอะไรที่เห็นว่าคนอื่นเขาไม่เห็นด้วย ฉันก็มักก้าวเข้าไปหามันด้วยความรู้สึกท้าทายที่จะเอาชนะมันด้วยความดี
เพราะฉะนั้นหากใครอยากให้ฉันทำอะไร ก็ขอให้พูดไปในด้านตรงกันข้าม แล้วจะพบว่า ตัวฉันเองจะก้าวเข้ามาทำอย่างสง่าผ่าเผย สิ่งนี้หรือมิใช่ที่เรียกกันว่า การเอาชนะใจตนเอง
ฉันนึกถึงพ่อที่เคยพูดว่า “แกเรียนเก่งเท่านั้นยังไม่พอ ต้องเรียนให้ได้ที่ 1 ด้วย”แต่ตัวฉันเองรับฟังแล้วกลับนิ่งเฉยเสีย หรืออีกนัยหนึ่งใช้ขันติธรรมเป็นที่ตั้ง
การที่ฉันไม่ต้องการเรียนให้ได้ที่ 1 ก็ย่อมมีนิสัยรู้อะไรก็บอกคนอื่นหมดโดยไม่ปิดบัง นี่แหละที่มันเกิดจากความเชื่อว่า “การเรียนให้ได้ที่ 1 นั้นเป็นการเหยียบหัวคนอื่นแต่ขอให้ทำอย่างดีที่สุดถ้ามันเก่งเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”เพราะฉะนั้นฉันไม่เคยรู้สึกภูมิใจสำหรับการเรียนที่มุ่งให้ได้ที่ 1 ในชั้น
นี่แหละที่เขาเรียกว่า “คนกล้าในด้านคุณธรรมและจริยธรรม”
ขณะนี้ฉันกำลังเขียนเรื่อง “กล้วยไม้กับความพิสดารทางความคิด”เพราะถ้าฉันไม่ใช่คนคิดพิสดารแล้ว วงการกล้วยไม้ของไทยมันก็คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
5 มกราคม 2555