มองจากวิชาสถิติศาสตร์ สู่โรงเรียน มหาวิทยาลัย และวัดวาอาราม
วิชาสถิติศาสตร์ คือเครื่องมือที่มนุษย์ใช้คาดการณ์เปลี่ยนแปลงของชีวิตและสิ่งต่างๆ ภายในโลกใบนี้ มนุษย์แต่ละคนที่เกิดมาย่อมมีหน้าที่ในการเรียนรู้ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง ในที่สุดก็หมุนวนกลับมาหยั่งรู้ความจริงจากใจตนเอง อนึ่ง ภายในวิชาสถิติศาสตร์นั้น ได้สอนให้มนุษย์รู้ความจริงว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ในโลกภายนอกนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สมมติขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ทั้งสิ้น แม้แต่ความหมายของประชากร หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Population ความจริงแล้วก็ไม่มีตัวตนที่แน่นอน แม้แต่จำนวนคนทั้งหมดก็ยังมีการเกิดแก่เจ็บตายทุกนาทีและวินาที เราจะไปหาอะไรที่ยั่งยืน ดังเช่น Population ก็ยังเท่ากับ Universe หรือ = 0 ดังนั้นจึงต้องมีตัวแทนที่เรียกกันว่า Variable ซึ่งแท้จริงแล้ว Variable ก็อยู่บนพื้นฐานที่อิสระ คงมีแต่การเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ จนกระทั่งสมมติไว้ว่า = 0 เวลานี้มนุษย์ตะเกียกตะกายไปหาสิ่งที่อยู่ภายนอกโดยคิดว่าคือของจริง ดังนั้นคนเราเกิดมา จึงมักเดินหลงทาง บางคนก็ดิ้นรนเข้าโรงเรียน บางคนก็ดิ้นรนเข้ามหาวิทยาลัย บางคนก็ตะเกียกตะกายไปเข้าวัดวาอาราม แต่ถ้ามีสติช่วยให้หวนกลับไปมองสู่ด้านหลังแล้วจะรู้ว่า ภายในจิตใต้สำนึกของแต่ละคนนั้นช่วยบอกให้เรารู้ว่า ทุกสิ่งไม่มีตัวตนให้ต้องไปยึดติดอยู่กับมัน นอกจากชี้ให้เห็นว่าความจริงนั้นมันอยู่ที่ไหนกันแน่ การหวนกลับไปดูด้านหลังย่อมช่วยให้มองเห็นความจริงว่า สิ่งที่เห็นได้ สัมผัสได้อยู่ด้านหน้านั้น มันเป็นเพียงภาพลวงตา แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเครื่องมือ ฉันนึกถึงพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งคือพระอาจารย์ชา ท่านเคยกล่าวชี้แนะเรื่องราวดังได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ถ้าเรารู้ได้ก็ย่อมรู้สิ่งอื่นๆ ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้ความจริงภายในจิตใจตนเองนั้นเป็นสิ่งประเสริฐสุดแล้ว วิชาสถิติศาสตร์ถึงได้ชี้ไว้ว่า Population […]
การแข่งขันกับการพึ่งพาตนเอง
เมื่อมีซ้ายก็ย่อมมีขวา เมื่อมีดำ ก็ย่อมมีขาว เมื่อมีทุกข์ ก็ย่อมมีสุข เมื่อมีการแข่งขัน ก็ย่อมมีการพึ่งพาตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นของคู่กัน ถ้าเราไม่มองจากรากฐานจิตใจที่ยึดติด แต่มองให้ถึงวิถีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นวัฎจักร ทั้งนี้ย่อเกิดจากรากฐานจิตใจที่อิสระและมีการนำไปปฏิบัติจากความจริงที่อยู่ในใจตนเอง นี่คือวิถีทางของการเรียนรู้ ซึ่งเกิดจากรากฐานจิตใจของมนุษย์ทุกคน แม่แต่ภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “จงลำบากไปก่อน แล้วจะสบายเมื่อปลายมือ” คำว่าสบายนั้น ย่อมมี 2 ด้าน เช่นกัน หากรากฐานจิตใจมีอิสระถึงระดับหนึ่งย่อมเข้าใจได้ว่า ความสบายตามความหมายของภาษิตบทนี้หาใช่การเสวยสุขเพราะมีเงินมีทองมากมาย รวมทั้งมีนางบำเรอ คอย ปรนเปรอตัวเองไม่ เพราะประเด็นนี้ ความจริงแล้วมันก็ให้เกิดความทุกข์เนื่องจากมีกิเลสที่เหม็นเน่าไปทั่ว ทั้งจักรวาล ความสบายตามความหมายดังกล่าว ควรหมายถึง ความสบายใจเพราะไร้ความทุกข์ ซึ่งจุดนี้จะเกิดจากอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการสร้างบุญกุศลซึ่งหมายถึงคุณงามความดี ฝากไว้ให้เกิดแรงศรัทธาจากคนในสังคมเป็นสำคัญที่สุด กีฬาไม่ใช่ยาวิเศษด้านเดียว แต่กีฬาหมายถึงยาเสพติดก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากการชิงดีชิงเด่นเป็นสิ่งทำลายความซื่อสัตย์สุจริต ของมนุษย์ หากแต่ละคนตกอยู่ในความประมาท ในอดีตฉันเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “การกีฬา คือการออกกำลังกาย จริงหรือ” ทั้งนี้เพราะมีผู้คน จำนวนไม่น้อยมักมาถามฉันว่า “ท่านอาจารย์ออกกำลังกายหรือเปล่าครับ?” บางครั้งก็ทำให้ฉันสงสัยว่า บุคคลผู้ถามนั้น อาจหมายความถึง การออกไปเล่นกีฬา ดังเช่น ตีกอล์ฟ […]
สื่อที่น่ารัก : ระลึกถึงคุณประยูร จรรยาวงษ์
“ประยูร จรรยาวงษ์”ชื่อนี้เคยโด่งดังมาตั้งแต่สมัยที่ฉันยังมีอายุไม่ถึง 30 ปี แม้จะถึงแก่กรรมไปนานแล้วแต่ก็ยังอยู่ในหัวใจของฉันมาจนถึงบัดนี้ แต่ก่อนชื่อประยูร จรรยาวงษ์ คือลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัด และปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นประจำ บุคคลผู้นี้มีผลงานเกี่ยวกับการเขียนการ์ตูนส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมจนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ในที่สุดก็ได้รับรางวัลแมกไซไซจากประเทศฟิลิปปินส์ คนที่รู้จักกับคุณประยูร จรรยาวงษ์มักพูดเสียงเดียวกันว่า บุคคลผู้นี้เป็นคนตรงและทำงานโดยไม่คิดถึงการได้ผลประโยชน์ทางวัตถุ ในช่วงปี พ.ศ.2495 ได้มีการเตรียมจัดตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของเมืองไทย โดยการจัดตั้งบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัดขึ้นมาก่อน บริษัทนี้เป็นเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน โดยมีคุณประสงค์ หงสนันทน์ รองอธิบดีฯ เป็นผู้จัดการใหญ่ ครั้นถึงเวลาเปิดสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ที่วังบางขุนพรหมในปี พ.ศ.2498 ฉันและภรรยาได้ไปชมรายการอยู่ที่นั่น ฉันได้เห็นคุณจำนง รังสิกุล คุณสมจิต สิทธิไชย คุณพิชัย วาสนาส่ง และคุณอารีย์ นักดนตรี บางคนได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ฉันทราบว่าคุณสมจิต สิทธิไชยยังมีชีวิตอยู่ และคุณอารีย์ นักดนตรี ฉันก็ยังพบเธออยู่ทุกวันนี้ หลังจากนั้นมาไม่กี่เดือน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็ให้คนมาตามฉันไปออกรายการเรื่องกล้วยไม้เรื่อยมา เหตุผลก็คือ ท่านอธิบดีได้พบเศษกระดาษชิ้นหนึ่งซึ่งฉันเขียนทำตกไว้ ข้อความในเศษกระดาษแผ่นนั้น มันสอนให้คนนึกถึงคุณธรรมประจำใจซึ่งควรนำปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลังจากนั้นฉันก็เป็นวิทยากรออกรายการโทรทัศน์ช่อง 4 ทุกสัปดาห์เป็นประจำเสมอมา โดยมีคุณรัก รักพงษ์ […]
ผู้บริหารกับวิญญาณความเป็นครู
วิญญาณความเป็นครูเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบมาให้แก่วิถีการดำเนินชีวิตของทุกคน เพื่อหวังสร้างสรรค์ความสติปัญญาให้กับตัวเอง รวมทั้งถ่ายทอดสู่ชนรุ่นหลัง แต่ มีบางคนที่รากฐานจิตใจอ่อนแอจนกระทั่งไม่อาจสู้กับกิเลสของเพื่อนมนุษย์ซึ่ง อยู่ในสภาพแวดล้อมแวดล้อมของผลการจัดการให้มั่นคงอยู่ได้จึงจำต้องสูญเสีย สิ่งอันทรงคุณค่าแก่ชีวิตตัวเองไปอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นวิญญาณความเป็นครูจึงหาใช่สิ่งที่กิเลสของมนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง เช่น การกำหนดให้บุคคลออกมาแสดงเป็นตัวละครที่สมมติขึ้นบนเวทีของโรงเรียนและมหา วิทาลัยทำให้สิ่งอันทรงคุณค่าแก่ชีวิตตัวเองและเยาวชนคนรุ่นหลังถูกทำลายไป อย่างน่าเสียดายที่สุดไม่ …………………………………………………………………… ผู้บริหารคือใคร? เธอที่รักทุกคน ถ้าฉันจะถามใจเธอว่า “ผู้บริหารคือใคร?” “และขอให้ตอบจากความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติโดยไม่หลอกตัวเอง หลายคนคงตอบว่า ผู้บริหารคือคนที่เข้าไปบริหารและมีอำนาจในการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหวังผลสำเร็จ โดยเฉพาะการบริหารและจัดการบุคลากร ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกๆ เรื่อง” เช่น เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็นอธิบดี หรือเป็นผู้อำนวยการกอง แม้อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษา นับตั้งแต่เป็นอธิการบดีลงมาจนกระทั่งถึงหัวหน้าภาควิชา ซึ่ง คำตอบดังกล่าวเกิดจากการขาดการรู้เท่าทันต่ออิทธิพลกิเลสซึ่งแฝงอยู่ในระบบ การจัดการที่มีเพื่อนมนุษย์ในอดีตเป็นผู้สมมติขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ตามกิเลสของตัวเองเพื่อหวังผลสำเร็จ และสภาพที่ขาดการรู้เท่าทันนี้เองที่มีผลทำให้สามัญชนแม้จะศึกษาเล่าเรียนมาสูงๆ แต่จิตใจไม่ได้สูงตามระดับการจัดการศึกษา จึงเกิดมีการแย่งชิงกันเข้าสู่ตำแหน่งบริหารสูงขึ้นอย่างหยุดได้ยาก ทั้งนี้ เนื่องจากการเข้าไปอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวเกิดจากกิเลสที่มีอยู่ในรากฐานจิตใจตนเองเป็นสัจธรรม เสมือนมิ่งเสพติดที่ชำระล้างได้ยากที่สุด ดังเช่นภาษิตโบราณของไทยที่กล่าวฝากเอาไว้ว่า “ขึ้นขี่หลังเสือนั้นง่าย แต่ลงจากหลังเสือนั้นสิยากยิ่ง” ฉันขออนุญาตนำเอาหนังสือชื่อ“วิญญาณผู้นำจากรากฐานสู่การพัฒนา”ซึ่งฉันเป็นผู้เรียบเรียงขึ้น และจัดพิมพ์โดยโครงการจัดพิมพ์คบไฟเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๗ มาใช้อ้างอิง ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนำมาใช้พิจารณาตัวเอง น่าจะได้ครูสอนที่เข้าถึงความจริงร่วมด้วย เพราะหนังสือดังกล่าวได้ชี้แนวทางในการปฏิบัติที่นำไปสู่การรู้ความจริงได้ว่า การจะเป็นผู้บริหารที่ดีในองค์กรต่างๆ นั้น ก่อนอื่นควรจะต้องเป็นผู้บริหารการดำเนินชีวิตของตัวเองที่เข้าถึงความจริงให้มั่นคงอยู่ได้เสียก่อน […]
ครูระพี สาคริก
หวนกลับไปนึกถึงช่วงวันที่ 13 เมษายน พ.ศ.2520 ขณะนั้นฉันดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ตำแหน่งนี้ไม่ว่ามันจะสูงแค่ไหนก็ยังไม่สูงเท่ากับวิญญาณความเป็นครูของฉัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นพ่อของลูกๆ ทุกคน แม้จะมีจำนวนร่วมหมื่นกว่าคนแล้ว อีกทั้งรวมถึงคนงานภารโรงที่ดายหญ้าอยู่ข้างถนนบนเส้นทางสายเกษตร ไม่เพียงเท่านั้น ระหว่างที่ฉันขึ้นไปอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ดวงวิญญาณของฉันมันก็อยู่ต่ำยิ่งกว่าระดับพื้นดินเสียอีก เพราะฉันอยู่ตรงนี้แล้วมีความสุขจึงตั้งสัจปฏิญาณไว้ว่า จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด ช่วงนั้นเมืองไทยกำลังเต็มไปด้วยภัยสงครามจากกองทัพคอมมิวนิสต์ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า พอดีกันกับเป็นช่วงที่บรรดาศิษย์ไปออกค่ายอาสาเพื่อทำงานให้แก่เพื่อนมนุษย์ ยิ่งที่ไหนมีภัยอันตรายมากเท่าไหร่ก็จะไปเลือกทำงานอยู่ที่นั่น แม้กระทั่งต้องอาบน้ำในปลักควายซึ่งเต็มไปด้วยปลิงตัวใหญ่ๆ ที่พร้อมจะดูดเลือดเรากินเป็นอาหาร ช่วงนั้นที่กิ่งอำเภอน้ำยืนซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง และติดกับชายแดนไทย-เขมรของจังหวัดอุบลราชธานี และมีระยะทางห่างจากตัวเมืองเกือบ 60 กิโลเมตร แม้ฉันจะกำลังป่วยเป็นไข้หวัด แต่เพราะด้วยความห่วงใยลูกๆ จำนวนร่วม 50 คน ฉันจึงต้องเดินทางไปอยู่ที่นั่นและร่วมทำงานตั้งแต่เช้ามืดจนถึงค่ำ ที่บ้านนายอำเภอรวมทั้งสำนักงานยังต้องล้อมไว้ด้วยกระสอบทรายหลายชั้น เพื่อป้องกันการยิงมาจากภายนอก ลูกๆ ของฉันทุกคนซึ่งบัดนี้โตยิ่งกว่าเป็นหนุ่มเพราะหลายคนกำลังจะเกษียณอายุอยู่แล้ว เวลากลางคืนเราก็มีผ้าใบผืนเดียวปูอยู่บนพื้นดินแล้วนอนคุยกันอย่างมีความสุข เธอที่รักของฉัน ยังจำบรรยากาศเหล่านี้ได้หรือเปล่า ฉันมีอาจารย์คนหนึ่งที่ชื่อ สุวิทย์ ชินะโชติ ซึ่งปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว เธอติดตามไปด้วยในขณะนั้น วันนั้นเป็นวันที่ 13 เมษายน เราทำงานตามโครงการเสร็จพอดี ทุกคนต่างก็ขนข้าวของเครื่องใช้ภาคสนาม ดังเช่นเต้นผ้าใบ รวมทั้งถ้วยชามรามไหขึ้นรถบรรทุกที่ไม่มีประทุนคลุมหัว แล้วเดินทางกลับเข้ามายังในเมือง เธอจำได้หรือเปล่าว่า มีเจ้าหน้าที่ […]
ธรรมมะกับชีวิตประจำวัน
ในเมื่อหลักธรรมะได้ชี้ไว้ชัดเจนว่า “เหตุของสิ่งทั้งหลายอยู่ในรากฐานมนุษย์แต่ละคน”การศึกษาธรรมะ จึงน่าจะค้นหาได้ที่ตนเอง ไม่ว่าต้องการรู้เรื่องใดๆ หากพึงประสงค์ที่จะรู้ได้ถึงแก่น ธรรมะ จึงน่าจะได้แก่ความจริงที่ปรากฏเป็นธรรมชาติอยู่ในรากฐานจิตใจของแต่ละคนมาแต่กำเนิด การศึกษาธรรมะหากต้องการรู้อย่างหยั่งถึงความจริง จึงน่าจะถือเอาสิ่งดังกล่าวแล้วมาเป็นพื้นฐาน โดยมุ่งปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จากสิ่งซึ่งมีอยู่ออกสู่สภาพความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏเป็นความจริงอยู่นอกตัวเป็นวัฏจักร ย่อมนำวิถีชีวิตไปสู่การหยั่งรู้ธรรมะได้ถึงของจริงลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับ ในเมื่อมนุษย์ซึ่งดำรงชีวิตร่วมกัน มีความหลากหลาย ด้วยเงื่อนไขที่ปรากฏอยู่บนรากฐานจิตใจของแต่ละคน ดังนั้นความจริงซึ่งทุกคนมีอยู่ จึงมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การสานวิถีทางของการปฏิบัติจากสิ่งซึ่งแต่ละคนมีอยู่แล้ว จะบังเกิดจุดเริ่มต้นขึ้นได้ ตัวเองย่อมต้องหวนกลับมาค้นหาความจริงที่ตนเอง ให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนก่อนอื่น การมุ่งทิศทางศึกษาธรรมะไปที่วัด ไปยังพระสงฆ์ หรือไปสู่หนังสือแม้ในหลักสูตร หากขาดสิ่งดังกล่าวเป็นฐาน ย่อมปรากฏผลเช่นเดียวกันกับการศึกษาในด้านคฤหัสถ์ หรือในด้านโลก ที่มุ่งไปเน้นอยู่กับสถาบันการศึกษา และครูรวมทั้งหลักสูตร ดังจะพบกับภาพของพฤติกรรม ซึ่งเมื่อเกิดปัญหามักมุ่งไปเน้นอยู่กับการปรับปรุงหลักสูตรจนเป็นนิสัย แต่การมุ่งไปค้นหาธรรมะที่วัด หากมองไปยังวิถีชีวิตก็น่าจะเป็นสิ่งดี สำหรับบุคคลผู้ยังเข้าไม่ถึงความจริง ซึ่งปรากฏอยู่ในตัวเอง เนื่องจากเมื่อถึงจุดหนึ่ง ย่อมรู้ได้และหวนกลับมาค้นหาที่ตนเองในที่สุด ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ ย่อมพบว่า ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็คงสามารถค้นพบธรรมะได้ แม้พระ จริงๆ ก็คือสิ่งซึ่งอยู่ในใจตนเองโดยแท้ ดังนั้น สิ่งซึ่งกล่าวกันเป็นครั้งคราวว่า พึ่งพาตนเองก็ดี เป็นตัวของตัวเองก็ดี หรือซื่อสัตย์ต่อตนเองก็ดี จึงถือเป็นสิ่งมีความหมายอย่างลึกซึ้ง และเป็นพื้นฐานความสำเร็จของการพัฒนาการศึกษาที่สำคัญที่สุด อนึ่ง […]
การอนุรักษ์ธรรมชาติ ยอดเผด็จการของไทย
ธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ และต้นไม้ น่าจะได้แก่ “ป่าไม้”ทุกชีวิตที่เกิดมาสู่โลกใบนี้ ย่อมมาจากป่าทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงถือว่า “ป่า คือผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตเราเอง” เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรใช้อำนาจจากคนกลุ่มเดียวที่มุ่งไปอนุรักษ์ป่า แต่ควรทำตัวให้ดีโดยอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความรักความสามัคคีอย่างมีความสุข ไม่ว่าชีวิตเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ย่อมทำให้ป่าอยู่ได้อย่างยั่งยืน แทนที่จะมาสร้างความขัดแย้งระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การแตกความสามัคคี ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ย่อมทำให้ไม่อาจรักษาป่าให้อยู่ได้เช่นเดียวกับ พ่อแม่ที่มีลูกหลายคน ถ้าลูกเอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันและคนโตถืออำนาจบาตรใหญ่เอาแต่กล่าวหาคนรุ่นน้องฝ่ายเดียว พ่อแม่ก็จะไม่มีความสุขและไม่อาจรักษาครอบครัวให้มั่นคงอยู่ได้ ทุกวันนี้ป่าถูกมนุษย์ทำลาย แม้แต่การรักษาป่าเราก็ใช้วิธีเผด็จการอย่างสุดๆ แล้วแต่ว่าใครจะมีโอกาสถืออำนาจ การนำปฏิบัติของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ปรากฏออกมา มันก็คล้ายๆ กันกับการคิดว่า “กูคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาป่า”ส่วนคนอื่นไม่เกี่ยวข้อง หากใครคิดจะใช้ชีวิตอยู่ในป่า เพื่อโอกาสการเรียนรู้แล้ว แทนที่จะเกิดการยอมรับ กลับถูกข้อหาว่าบุคคลกลุ่มนั้นคิดทำลายป่า แล้วก็ใช้อำนาจจับกุมมาลงโทษเช่นนี้เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมันเกิดมานานแล้ว จนกระทั่งมาถึงช่วงที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยจ๋า”แต่มันก็เหมือนกับ “ปากว่าตาขยิบ”เพราะกรมงานซึ่งมีหน้าที่ดูแลป่าและตัวเองก็ดูอยู่แต่ข้างนอก หาได้มองให้ลึกซึ้งถึงสิ่งที่อยู่ในรากฐานจิตใจมนุษย์ วิธีการรักษาป่าของคนกลุ่มนี้ คงมีแต่ทำลายเพื่อนมนุษย์และคงอ่านได้ว่า “กูคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาป่า ส่วนคนอื่น ถ้าใครแหลมเข้ามาก็มักถูกอำนาจจับกุม ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่น่าสงสารมากที่สุด เพราะคนประเภทนี้มีแต่การสร้างกรรม หาใช่หยั่งรู้ความจริงถึงบุญและกรรมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่แผ่นดินไม่” หลักธรรมท่านก็สอนเอาไว้ว่า “จงอยู่อย่างเอาใจเขาใส่ใจเรา”แต่คนกลุ่มนี้กลับอยู่อย่างเอาใจกูคนเดียว ที่พูดมานี้ไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อย แต่เพราะแลเห็นความจริงมานานแล้ว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยไปประชุมที่กระทรวงทรัพยากร แล้วตัวฉันเองก็ได้พูดติงเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ในขณะที่มีพระสงฆ์เข้าไปตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นในป่า แต่ผลที่ปรากฏมันไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่กลุ่มบุคคลมือเปล่าที่ไม่มีอำนาจอะไรทั้งสิ้น วิธีการดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้คนที่ตั้งใจดีรู้สึกเสียกำลังใจมาตลอดทีละคนสองคน เสมือนไล่คนดีออกจากสังคม […]
ประวัติการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในขวด
หวนกลับไปนึกถึงช่วงปี พ.ศ.2470 ซึ่งขณะนั้นคนไทยหลายคนตื่นเต้นกับเรื่องการเพาะเมล็ดกล้วยไม้กันมาก เพราะต่างคนก็ต่างวาดฝันไว้ว่า กล้วยไม้ที่ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้นั้นใครเป็นคนเอาเมล็ดไปเพาะให้มันงอกได้ นี่แหละคือจิตวิญญาณคนไทยที่เห็นกล้วยไม้เป็นของเทวดา เพราะต่างคนต่างก็ไม่รู้ความจริง แล้วนำมาหวงความรู้กันเอง ฉันรู้สึกในช่วงนั้นว่า ถ้าใครเพาะเมล็ดกล้วยไม้ได้คงจะเป็นผู้วิเศษมาเกิด ขณะนั้นมีข้าราชการผู้หนึ่งซึ่งถูกส่งไปศึกษาต่อในสาขาวิชาโรคพืชในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ฟิลิปปินส์ หลังจากกลับมาได้ไม่นานก็แอบนำเอาเทคโนโลยีในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้มาใช้ในห้องปฏิบัติการโรคพืชของทางราชการ ซึ่งอยู่ในปีกด้านทิศตะวันออกขอตึกพืชพรรณ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการเพาะเชื้อราที่เป็นโรคพืชกับการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในขวดเพาะนั้น มันมีเทคนิคคล้ายคลึงกันมาก แต่เพราะเหตุว่า การแอบทำเนื่องจากกลัวคนอื่นจะรู้จะเห็น จนกระทั่งแอบมาปิดประตูห้องแลบทำในวันอาทิตย์ จนกระทั่งเปลวไฟจากตะเกียงแอลกอฮอมันแล๊บไปถูกสำลีซึ่งใช้ทำจุกขวด ทำเอาไฟไหม้ไปแทบทั้งห้อง มันลุกไหม้ไปทั่วทั้งห้องนั่นแหละความจึงแตก อย่างไรก็ตามเพราะ “หวง” จึงมี “การแหก” อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนรุ่นน้องของฉันซึ่งทำงานอยู่ในห้องฝาเดียวกันกับห้องแลบดังกล่าว เพราะรักฉันจึงปีนฝาห้องไปแอบดูว่า การเพาะกล้วยไม้ทำยังไงรามันถึงเข้าไปในขวดเพาะไม่ได้ หลังจากนั้นจึงเอามาบอกฉัน บัดนี้เพื่อนรุ่นน้องฉันคนนั้นเขาถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่มันก็ทำให้คนที่เพาะเมล็ดกล้วยไม้สำเร็จอยู่ในปัจจุบันได้ความรู้โดยผ่านบุคคลผู้นี้มาก่อน นี่แหละเธอที่รักทุกคน การเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในปัจจุบัน ขอให้นึกถึงคนที่เคยทำให้เธอไว้ในอดีต เพราะโดยปกติแล้วฉันเป็นคนสร้างคุณงามความดีไว้ให้กับทุกคน ดังนั้นไม่ว่าเขาจะรู้ว่าฉันต้องการอะไร คนพวกนี้มักทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนองตามความต้องการของฉัน จนกระทั่งความรู้มันผ่านไปยังมือของพวกเธอทั้งหลาย ทั้งนี้เนื่องจากว่า ภรรยาแลเห็นเงินที่มันอยู่แค่มือเอื้อม เนื่องจากถ้าทำสำเร็จก็คงเอาไปทำที่บ้านเพื่อขายเอาเงิน ในขณะที่สังคมกำลังตื่นตัวในเรื่องนี้ ภายในจิตใต้สำนึกของฉันนั้นคิดแต่เพียงว่า ถ้าเราทำสำเร็จก็คงจะนำออกเปิดเผยให้เพื่อนมนุษย์สามารถทำได้ ในช่วงนั้นถึงขนาดกลัวเชื้อราจะเข้าขวด กระทั่งเอาเมล็ดกล้วยไม้ซึ่งเป็นผงละเอียดไปใส่ในหลอดฉีดยาอันใหญ่ แล้วใช้สารละลายล้างเชื้อรา เพื่อฉีดเข้าไปในปากขวด รวมความแล้วคนที่คิดจะเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในสมัยนั้น ต่างก็กลัวเชื้อรากันนักกันหนา จนไม่อาจพูดอะไรออกมาได้สำเร็จ นอกจากนั้นต่อมาภายหลัง หลายคนรู้ว่าฉันสามารถเพาะเมล็ดกล้วยไม้ลงในขวด โดยเฉพาะเชื้อราไม่เข้าไปขึ้นแข่งกับเมล็ดกล้วยไม้ภายในขวด นอกจากนั้นยังรู้ว่า […]